ad222
วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ข่าวด่วน
  • add friends

ใครๆก็รักเรา

On October 11, 2018
pok686

คอลัมน์ : เรื่องจากปก

ผู้เขียน : ทีมข่าวการเมือง

(โลกวันนี้วันสุข  ประจำวันที่ 12-19 ตุลาคม 2561)

“เขาโห่ต้อนรับ ไม่ใช่โห่ไล่ โห่ให้รองนายกฯเฉยๆมั้ง ไม่ได้โห่ไล่ โห่โล่ก็ขว้างแล้วสิ จะมาโห่ไล่อะไร เขาต้องรับอย่างดี”

“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบอย่างอารมณ์ดีขณะไปเป็นประธานพิธีเปิดและมอบรางวัลการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกรายการ Moto GP PTT Thailand Grand Prix ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา และมีผู้ที่เข้าชมโมโต จีพี ฝั่งแกรนด์สแตนด์ ที่บัตรราคาสูงสุดบางส่วน โห่ไล่รองนายกรัฐมนตรีขณะกล่าวเปิดการแข่งขัน โดยมีคลิปและภาพเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียมากมาย

“บิ๊กป้อม” ถามผู้สื่อข่าวกลับว่า “ผมทำงานให้เขา จะมาโห่ไล่ผมทำไม” ทั้งยังบอกว่าวันที่ 26 ตุลาคมนี้ก็จะไปศรีสะเกษแจกโฉนดที่ดินคืนชาวอีสาน ซึ่งทำไปได้กว่า 1 แสนรายแล้ว

วาทกรรมประชาธิปไตย

คำพูดของ พล.อ.ประวิตรไม่ได้แตกต่างจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ยืนยันว่ารัฐบาลทหารมีผลงานมากมาย แต่มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มการเมืองและสื่อที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์บิดเบือน ทำมาตลอด 4 ปีก็ไม่มีอะไรไม่ดีและไม่ได้บ้าอำนาจ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในงานวันข้าราชการพลเรือน 1 เมษายนที่ผ่านมาว่า จะเดินหน้าไปสู่การเป็นประชาธิปไตยสากล ไม่กลับไปเจอเหตุการณ์เหมือนในอดีต โดยกล่าวว่า ตนหลับยังคิดและฝันถึงเรื่องที่ยังทำไม่สำเร็จ ไม่ได้คิดเพื่อเตรียมการสู่อนาคตทางการเมืองหรือเป็นรัฐบาล เพราะทุกเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตมาแล้ว หากใครเป็นคนดีฟ้าก็ลิขิตไว้แล้ว ซึ่ง คสช. พร้อมแก้ปัญหาให้ทุกคน โดยเฉพาะปัญหาที่เป็นวาระของชาติหรือปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนภายใต้กฎหมายที่มีอยู่โดยไม่สร้างภาระให้ประชาชน

โดยเฉพาะการวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อทำให้ประเทศมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เดินหน้าสู่ประชาธิปไตยสากล แต่เป็นประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางไปญี่ปุ่นพบหารือทวิภาคีกับนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยืนยันว่ารัฐบาลไทยได้เดินหน้าปฏิรูปประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง จะมีการเลือกตั้งภายในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า และขอขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่เข้าใจและสนับสนุนไทยมาตลอด

ทั้งที่ครั้งที่ไปเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ก็ไปบอกว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งได้ในช่วงต้นปี 2559 และวันที่ 28 กันยายน 2558 ในการหารือทวิภาคีกับสหประชาชาติก็ประกาศว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปได้ภายในกลางปี 2560 และยืนยันว่าเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน

การเมืองแบบ “ลุงตู่”

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์วันนี้อยู่ที่การเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แต่ความเป็น “ผู้นำเผด็จการ” จะยังติดตัวตลอดไป แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง เหมือนบรรดารัฐมนตรีที่เข้าไปเป็นแกนนำในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องมารยาทและจริยธรรมทางการเมือง

“สวนดุสิตโพล” สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,218 คน ระหว่างวันที่ 2-6 ตุลาคม เรื่อง “นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กับการเมืองไทย ณ วันนี้” หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่า “ผมสนใจงานการเมือง” แต่ปฏิเสธที่จะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า คสช. พบว่า 40.50% เห็นว่าเป็นสิทธิที่ยังไม่ยืนยันชัดเจน 18.84% เห็นว่าส่งสัญญาณว่าต้องการสืบทอดอำนาจ และ 42.18% เห็นว่าควรวางตัวเป็นกลาง 31.28% เห็นว่าส่งผลกระทบต่อรัฐบาล และอีก 26.54% เห็นว่าการเมืองถูกแทรกแซง

จัดตั้งเครือข่าย FFFE เลือกตั้งต้องเสรี เป็นธรรม

ประเด็นของรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลที่เป็นแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งประกาศจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ฝ่ายการเมืองและประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่ถูกแทรกแซงหรือมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างที่ประกาศ ซึ่งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะแกนนำเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง พร้อมตัวแทนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน และสมัชชาคนจน ได้เปิดตัวเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ (Free, Fair & Fruitful Election) หรือ FFFE ซึ่งเป็นการรวมตัวของภาคประชาชนกว่า 10 องค์กร เพื่อรณรงค์ขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ

โดยจะมีกิจกรรมเป็นระยะจนถึงการเลือกตั้ง เพื่อแสดงจุดยืนและรณรงค์ขจัดเงื่อนไขที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรมและไร้ความหมาย ผ่านแถลงการณ์ งานเสวนา กิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อการสื่อสาร เข้าชื่อรณรงค์ และสร้างพลังเครือข่ายภาคประชาชนที่จะมีส่วนในการจับตาสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 โดยจะทำงานประสานกับทุกภาคส่วน รวมถึงบรรดาพรรคการเมืองที่จะต้องรับพันธกิจจากประชาชนในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการนำประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหลังการเลือกตั้งด้วย

สึนามิทางการเมือง

ที่ต้องจับตามองคือกระแสของพรรคอนาคตใหม่ที่มาแรง ซึ่งการรับสมัครสมาชิกวันแรกวันที่ 6 ตุลาคม นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ปรากฏการณ์สึนามิทางการเมืองเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากมีผู้สมัครทั้งหมด 713 คน เป็นสมาชิกรายปีพร้อมชำระค่าบำรุงคนละ 100 บาท 477 คน และสมาชิกตลอดชีพที่ชำระค่าบำรุงคนละ 2,000 บาท จำนวนถึง 235 คน คิดเป็นประมาณ 33% หรือ 1 ใน 3 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งมาก

ส่วนวันที่ 7 ตุลาคม พรรคอนาคตใหม่เปิดรับสมัครสมาชิกผ่านระบบออนไลน์วันแรกบนเว็บไซต์ futureforwardparty.org/join ปรากฏว่าผ่านไป 5 ชั่วโมง มีผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกกว่า 125 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 25 คน รวมเวลาเพียงวันครึ่งพรรคอนาคตใหม่มีสมาชิกแล้วเกือบ 1,000 คน ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากสำหรับพรรคที่เพิ่งจัดตั้งพรรคใหม่ โดยคำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดว่าต้องได้สมาชิกขั้นต่ำ 5,000 คน ภายใน 1 ปี นอกจากนี้พรรคอนาคตใหม่ยังมียอดบริจาคและยอดขายของที่ระลึกแตะหลัก 20 ล้านบาท

อนาคตใหม่ ไทย 2 เท่า

ขณะที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็ได้รับความสนใจจากสื่อและผู้นำในต่างประเทศอย่างมาก ล่าสุดรายการ Today ของ BBC รายการข่าวเช้าที่มีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของอังกฤษ ประมาณ 7 ล้านคนทั่วประเทศที่คนอังกฤษต้องฟังทุกเช้าคล้ายๆ “เรื่องเล่าเช้านี้” ทางช่อง 3 ได้สัมภาษณ์นายธนาธรเรื่องพรรคอนาคตใหม่และประชาธิปไตยไทยว่า ทำไมถึงกล้าเสี่ยงเข้ามาทำงานการเมืองในช่วงที่เผด็จการครองเมือง โดยนายธนาธรกล่าวว่า มันคุ้มที่จะเสี่ยง เพราะเรากำลังพูดถึงอนาคตที่ดีกว่าของคนรุ่นต่อไปในประเทศไทย ปีนี้ตนอายุ 40 ปี ผ่านการพยายามทำรัฐประหารมาแล้วกว่า 5 ครั้ง คือมีการรัฐประหารทุกๆ 8 ปี จึงไม่ควรให้ลูกหลานของเราต้องเติบโตในสังคมแบบนี้

นายธนาธรตอบคำถามที่ว่าพร้อมจะเสี่ยงหรือหากทหารอาจจะไม่ให้ลงเลือกตั้งและอาจถูกจำคุกด้วยว่า การทำแบบนั้นราคาสูงเกินไปสำหรับกองทัพ ทั้งพรรคอนาคตใหม่ก็เพิ่งตั้งได้แค่ 6 เดือน ไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เคยทุจริต ไม่เคยใช้อำนาจในทางที่ผิด จึงไม่มีอะไรที่ทหารจะนำมาเล่นงานพรรคอนาคตใหม่

สำหรับคำถามว่าหากพรรคอนาคตใหม่ชนะการเลือกตั้งและทหารปล่อยมือจากการเมือง นายธนาธรจะทำอย่างไรกับอนาคตประเทศไทย นายธนาธรตอบว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนสูงมากที่สุดในโลก ในแง่หนึ่งเราต้องนำประเทศไทยกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย แต่อีกแง่หนึ่งเราต้องทำให้ชีวิตของคนไทยกว่าล้านคนที่ยังต้องอยู่กับความจนดีขึ้น

นอกจากนี้นายธนาธรยังแถลงถึงจุดยืนพรรคอนาคตใหม่ในงานแถลงข่าวเปิดตัววิสัยทัศน์ประเทศไทย “อนาคตใหม่ ไทย 2 เท่า” (1 ตุลาคม 2561) ว่า

“พรรคอนาคตใหม่ฝันถึงอนาคต 2 เท่า อนาคตที่คนไทยเท่าเทียมกัน และประเทศไทยเท่าทันโลก แต่เราจะเท่าทันโลกไม่ได้หากเราไม่เท่าเทียมกันในประเทศเสียก่อน ในขณะเดียวกันเราจะหลับหูหลับตาทำอะไรโดยไม่เรียนรู้บทเรียนจากโลกภายนอกก็ไม่ได้ เราอยากเห็นอนาคตที่การคมนาคมได้มาตรฐานสากล เชื่อมโยงทุกตำบลให้เข้าถึงงานที่ดีและบริการสาธารณะ อนาคตที่โรงเรียนมีคุณภาพอยู่ใกล้บ้าน ฐานะความยากดีมีจนไม่ใช่กำแพงขวางกั้นการเรียนรู้ของเยาวชนอีกต่อไป อนาคตที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ได้รับบริการที่เท่าเทียมกันจากโรงพยาบาล ไม่ต้องรอคิวนานหรือใช้เส้นสาย อนาคตที่เกษตรกรสามารถเป็นเจ้าของโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย อนาคตที่ทุกจังหวัดมีอำนาจจัดการทรัพยากรและการคลังด้วยตนเอง เพื่อตอบสนองเสียงของพี่น้องประชาชนในพื้นที่”

นายธนาธรยืนยันว่า 3 เดือนนับจากนี้ทุกคนจะได้เห็นนโยบายแต่ละด้านของพรรคอนาคตใหม่ที่ร้อยรัดเชื่อมโยงด้วยกันทั้งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรก้าวหน้า ยกระดับการศึกษา การพัฒนาอุตสาหกรรม การเพิ่มอำนาจท้องถิ่น และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

นายธนาธรยังให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมจะนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง และพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนที่ประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจ หรือการแก้ปัญหาความเท่าเทียมของประเทศ ก็รู้ดีว่ายากลำบาก แต่ก็ไม่ได้ไร้เดียงสาที่คิดว่าจะสามารถทำเสร็จได้ภายใน 2-3 ปี จึงพูดตลอดว่าคือการเดินทางไกล แม้มีบางคนมองว่าการเมืองจะทำให้คนเปลี่ยนก็ให้ดูกันต่อไป

วันที่ 8 ตุลาคม นายธนาธรและนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้พบกับเฮเลน กูดแมน ส.ส.พรรคแรงงาน รัฐมนตรีต่างประเทศเงาฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ รวมถึงได้รับเชิญไปพูดที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และเป็นสถาบันที่ผู้นำคนสำคัญต้องไปพูดเมื่อเดินทางเยือนอังกฤษ ซึ่งนายบารัค โอบามา นางฮิลลารีและนายบิล คลินตัน รวมถึงนายราหุล คานธี แกนนำพรรคคองเกรสของอินเดีย ต่างเคยได้รับเชิญไปพูดที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มาแล้ว

“มาร์ค” ไม่เกรงใจใครอีกแล้ว?

การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆกับการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่ในประเทศ แต่ประชาคมโลกก็จับตามองอย่างมาก เพราะถือเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายสนับสนุน “ระบอบ คสช.” อย่างชัดเจน แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กำลังอยู่ระหว่างชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงจุดยืนประกาศอุดมการณ์ “#MakeMyMark #ร่วมสร้างใหม่ไปกับมาร์ค #ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ว่าต้องการสร้างพรรคและสร้างประเทศเพื่อเข้าสู่ยุคใหม่สำหรับคนไทยทุกคน ไม่เอาทั้งทุจริตและเผด็จการ โดยยืนยันว่าไม่ใช่พรรคอะไหล่ อายุ 54 ปีแล้วไม่เกรงใจใคร “เพราะฉะนั้นวันนี้ผมว่าไม่มีเรื่องอะไรที่เล็กเกินไปแล้ว อยากให้อะไรเกิดขึ้นผมต้องทำ ไม่มีอะไรลังเลใจอีกต่อไป และไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะนี่คือโอกาสใหม่ เป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้ผมผลักดันสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นให้ได้”

นายอภิสิทธิ์ยังโพสต์ผ่านเฟซบุ๊คว่า “หลังการเลือกตั้งผมเคยบอกแล้วว่าไม่ควรมาถามพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะร่วมกับใครตั้งรัฐบาล แต่ควรถามคนอื่นว่าจะร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์สร้างบ้านเมืองหรือไม่ เพราะเรามีแนวทางที่ชัดเจนและแตกต่างจากทั้ง คสช. และพรรคเพื่อไทย เราจะเป็นทางหลักของประเทศไทย ไม่ใช่ไปช่วยหรือไปร่วมกับใครเป็นรัฐบาล โดยไม่สามารถตอบคำถามว่าไปร่วมรัฐบาลแล้วจะทำอะไร เพราะไม่เป็นประโยชน์กับพรรคและประเทศ แต่พรรคจะเป็นทางหลักคือเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีทางเป็นอะไหล่ทางการเมืองให้ใครทั้งสิ้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคอะไหล่ แต่เป็นพรรคการเมืองหลัก มีความตรงไปตรงมา และมีความก้าวหน้าในระบบพรรคการเมืองมากกว่าพรรคอื่น ส่วนจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบหลังการเลือกตั้ง”

“โอ๊ค” โพสต์เย้ย “ลุงฉุน”

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมส่วนตัว (9 ตุลาคม) ระบุว่า “เอาคดีปักมันไว้ มันจะได้ไม่อยู่ให้รำคาญใจช่วงเลือกตั้ง..!! คือเสียงคำรามครั้งสุดท้ายก่อนที่อัยการจะเรียกตัวผมไปฟังคำสั่งคดีฯครับ 555555 ฝันไปเถอะครับลุงฉุน..!! 3 วันก่อน ผมบินออกนอกประเทศเพื่อไปเยี่ยมคุณพ่อที่ฮ่องกงจริงครับ พอบินออกไปปุ๊บก็เฮกันลั่นตึก… บอกเลือกตั้งครั้งหน้าเบาแล้ว เดี๋ยวครอบครัวมันก็เผ่นไปกันหมดบ้าน..!!

นอกจากเราจะไม่เผ่นกันแล้ว ผมยังจะชวนทุกคนในบ้านมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคกันด้วยครับ เมื่อก่อนมีพ่อเป็นคนเดียว คราวนี้ผมจะชวนมากันให้หมด จะได้ไม่ต้องเอาข้อกฎหมายมากล่าวหากันว่าคนนอกเข้ามาบงการ ต้องยุบพรรคอย่างโน้นอย่างนี้

ผมบินไปพบพ่อเพื่อบอกกับพ่อว่า ผมกำลังใจเต็มร้อยที่จะสู้ และขอว่าพอกันทีสำหรับการอยู่อย่างหวาดกลัว เฝ้าแต่รอฟังว่าเมื่อไรเผด็จการจะเริ่มต้นปรองดองอย่างจริงจัง รอว่าเมื่อไรจะเลิกหาเรื่อง เอาคดีมาปักนักการเมืองเพื่อต่อรองให้ยอมทำนู่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา หลอกลวงคนไทยว่าขอเวลาไม่นาน หลอกให้รอมาจนจะครบ 5 ปีแล้ว ก็ยังให้รอต่อไป

ลุง…อยากให้ผมไปนัก-ผมก็จะอยู่ ไม่อยากให้ผมไปช่วยหาเสียง-ผมก็จะไปมันทุกจังหวัด ผมจะทำทุกอย่างในกรอบของกฎหมาย เพื่อสนับสนุนทุกองค์กรและทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในฝั่งประชาธิปไตย ให้รวมพลังกันเอาชนะการสืบทอดอำนาจของฝ่ายเผด็จการให้ได้..!!

พรุ่งนี้ผมจะไปพบพนักงานอัยการด้วยตัวเองครับ ที่ผ่านมาผมรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินคดีนี้เลย ทั้งจากดีเอสไอ ปปง. และสุดท้ายที่อัยการ ดูเหมือนทุกหน่วยงานดำเนินคดีกับผมแตกต่างจากบุคคลอื่นอีกร้อยกว่ารายที่ทำธุรกรรมการเงินในลักษณะเดียวกันและกับเงินก้อนเดียวกันนี้

ถ้าผมไม่อยู่สู้คดีอย่างที่มนุษย์ลุงคาดหวังไว้ ผมรู้ว่าต่อไปผมคงต้องเจอคำถามยอดฮิตเหน็บแนมไล่หลังมาว่า “ไม่ได้ทำผิดแล้วกลัวอะไร”

แต่วันนี้ผมอยู่ ผมจึงตอบแทนได้ว่า คนที่เขาอยู่ตรงข้ามเผด็จการเขาไม่ได้กลัวในสิ่งที่เขากระทำ เพราะมันไม่ผิด แต่เขากลัวการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรมต่างหาก

แทนที่จะถามว่า “ไม่ผิดแล้วกลัวอะไร” สังคมควรจะตั้งคำถามและหวาดกลัวในสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ณ เวลานี้กันมากกว่า นั่นก็คือ..

“เผด็จการเบ็ดเสร็จที่ทำผิดได้โดยที่ตัวเองไม่ต้องกลัวความผิดอะไรเลย” คือสิ่งที่เลวร้ายและน่ากลัวที่สุดในสังคมไทยทุกวันนี้ครับ”

ล่าสุด (10 ตุลาคม) อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ได้มีคำสั่งฟ้องนายพานทองแท้ ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน ที่มีการรับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งจะฟ้องเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปี 2542 มาตรา 5, 9 และ 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับที่ 5 ปี 2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 รวมถึง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ฉบับที่ 6 ปี 2526 มาตรา 4 ซึ่งความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุก 1-10 ปี และมีอายุความไม่เกิน 15 ปี

ส่วนนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน อดีตภริยาของนายทักษิณ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาที่ 2 กับนายวันชัย หงษ์เหิน สามี ผู้ต้องหาที่ 3 นั้น อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องฐานสมคบและร่วมกันฟอกเงิน โดยบุคคลทั้งสองตามสำนวนการสอบสวนกล่าวหาเฉพาะการรับเช็ค 26 ล้านบาทเท่านั้น การสั่งคดีของอัยการส่วนนี้จึงครบถ้วนแล้ว

โจรกระจอกยัดข้อหา

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ค (9 ตุลาคม) ว่า “พรุ่งนี้ (10 ตุลาคม) อัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้โอ๊คหรือพานทองแท้ ชินวัตร ไปพบเพื่อจะนำตัวไปส่งฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตในคดีอาญาฟอกเงิน โดยโอ๊คถูกกล่าวหาว่าร่วมกับนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ยักย้ายถ่ายเทหรือซุกซ่อนเงินจำนวน 10 ล้านบาท ที่นายวิชัยได้มาจากการกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือ นายรัชดาซึ่งเป็นลูกชายของนายวิชัยได้นำเช็คของนายวิชัยจำนวน 10 ล้านบาท มามอบให้โอ๊คเพื่อลงทุนร่วมกันทำธุรกิจ แต่ภายหลังการลงทุนมีอุปสรรคโอ๊คจึงคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้นายวิชัยไป ภายหลังโอ๊คถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าฟอกเงิน ในขณะที่มีผู้ได้รับเงินจากนายวิชัยอีกนับร้อยคนเหมือนโอ๊คและไม่มีใครคืนเงิน ซึ่งรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในบ้านเมืองนี้ แต่ไม่มีใครถูกกล่าวหา ดีเอสไอสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคนอื่น โดยหาข้อแก้ตัวให้ทุกคนยกเว้นโอ๊คว่าไม่ทราบว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งผมเชื่อโดยสุจริตว่าโอ๊คก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเงินนั้นได้มาจากการกระทำความผิด เพราะคงไม่มีใครบนโลกใบนี้รวมถึงดีเอสไอและอัยการที่สั่งฟ้องโอ๊คไปสอบถามคนที่เอาเงินมาชำระตัวเองว่าได้เงินมาจากไหนอย่างแน่นอน

ผมเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดของการถูกยัดข้อหา เพราะผมเองก็ถูกพวกโจรกระจอกยัดข้อหาให้หลายคดี แม้วันนี้อยากจะไปให้กำลังใจโอ๊คก็ไปไม่ได้ เพราะตกเป็นจำเลยต้องไปขึ้นศาลอาญาเหมือนกัน จึงขอส่งกำลังใจให้โอ๊คขอให้โชคดีและปลอดภัย ผมมาคิดดูเล่นๆว่า ไหนๆก็ถูกการเมืองเล่นงานแล้ว ทำไมโอ๊คไม่ลงมาเล่นการเมืองบ้าง จะได้ช่วยผมทำบุญทอดกฐินกับลุงๆหลายคน เมื่อหมดอำนาจแล้วจะได้มีอะไรทำแก้เหงาครับ

“จาตุรนต์” เตือน “บิ๊กตู่” อยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ตลอดไป

นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ค (7 ตุลาคม) กรณีถูกอายัดบัญชีตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งตนก็เดือดร้อนไม่ต่างกับ “บก.ลายจุด” นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังตั้งพรรคการเมือง ประกาศจะไปดักพบ พล.อ.ประยุทธ์ในทุกที่ที่ไปได้ เพราะคำสั่งนี้ไม่ได้ห้ามเฉพาะทำธุรกรรมการเงินที่เป็นทรัพย์สินเงินทองของตัวเอง แต่ผู้ถูกระงับจะทำธุรกรรมทางการเงินใดๆกับธนาคารและสถาบันการเงินไม่ได้ทั้งสิ้น หากทำไปก็จะถูกลงโทษถึงขั้นจำคุก จะเซ็นเช็คฝากเงินถอนเงินจากบัญชีของพรรคการเมืองที่เป็นหัวหน้าอยู่ก็ไม่ได้ จะจ่ายค่าน้ำค่าไฟก็ต้องขออนุญาต คสช. เป็นครั้งๆไป ถ้าคนบริจาคเงินมาและใส่ชื่อนายสมบัติก็เอาเข้าธนาคารไม่ได้

นายจาตุรนต์ยังกล่าวถึงครั้งที่ถูกสั่งให้ยกเลิกหนังสือเดินทาง พล.อ.ประยุทธ์ก็ตอบผู้สื่อข่าวว่า “ก็ทำผิดซ้ำซาก” แต่ต่อมาศาลปกครองสูงสุดตัดสินตามศาลชั้นต้นว่าการยกเลิกหนังสือเดินทางของตนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม ก็คิดว่าหลังเลือกตั้งจะฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่

“ผมอยากจะเตือน พล.อ.ประยุทธ์ว่า เมื่อผมร้องให้ท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีดำเนินการแล้วท่านไม่ทำอะไรเลยอย่างนี้ ท่านอาจผิดกฎหมายฐานละเว้นก็ได้ อย่านึกว่าท่านจะอยู่เหนือกฎหมายได้ตลอดไป”

ใครๆก็รักเรา

การเมืองขณะนี้ไม่เหมือนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แม้ พล.อ.ประยุทธ์และ คสช. จะยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีมาตรา 44 ที่ทำอะไรก็ไม่ผิดจนกว่าจะมีการตั้งรัฐบาลใหม่ แต่การล้มกระดานการเมืองและการล้มการเลือกตั้งก็ยังมีความเป็นไปได้

ขณะที่การเลือกตั้งก็มีเสียงต่อต้านการสืบทอดอำนาจ “ระบอบ คสช.” และการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อของ พล.อ.ประยุทธ์

แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หลายฝ่ายก็เตือนว่าจะเป็นวิกฤตครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา และอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน เพราะการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืนต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่อำนาจได้มาจากอำนาจรัฐ

ดังนั้น การตั้งพรรคพลังประชารัฐที่รัฐมนตรีในรัฐบาลทหารเป็นแกนนำสำคัญ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศ “สนใจการเมือง” จึงไม่มีใครเชื่อว่าการเลือกตั้งจะบริสุทธิ์ ยุติธรรม และเป็นธรรม

ประชาธิปไตย 99.99% ภายใต้อำนาจจากปลายกระบอกปืนแตกต่างสิ้นเชิงกับประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน แม้วันนี้สารพัดโพลจะระบุว่าคะแนนนิยมของ “ลุงตู่” ยังมีคะแนนนำ แต่การเลือกตั้งที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริงจะชี้ให้เห็นชัดเจนว่า “ลุงตู่” จะได้เสียงโห่ต้อนรับ…หรือโห่ไล่?

ใครๆก็รัก “ลุงตู่” จริงหรือไม่!!??


You must be logged in to post a comment Login