วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ข่าวด่วน
  • add friends

อิสลามสายกลาง? / โดย ณ สันมหาพล

On November 20, 2017
640-11

คอลัมน์ : โลกไม่หยุดนิ่ง

ผู้เขียน : ณ สันมหาพล

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในซาอุดีอาระเบียภายใต้มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ที่มีพระชนมายุ 32 พรรษา กำลังถูกจับตามองไปทั่วโลก เมื่อทรงเปิดกรงทองในโรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน เพื่อควบคุมตัวเชื้อพระวงศ์ 11 คน รัฐมนตรี 4 คน และอดีตสมาชิกรัฐสภาอีกนับสิบคน ในข้อหาทุจริตคอร์รัปชันกว่า 17,000 ล้านดอลลาร์

ที่น่าสนใจคือ หลังมีคำสั่งจับกุมเจ้าชายมันซูร์ บิน มุกริน โดยนำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปทางชายแดน ปรากฏว่าเฮลิคอปเตอร์ตกและทรงเสียชีวิต วันเดียวกันก็มีข่าวการเสียชีวิตของเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ฟาฮัด ซึ่งมีชื่อถูกควบคุมตัวแต่ขัดขืน ทำให้สถานการณ์ในซาอุดีอาระเบียขณะนี้ถูกเปรียบเทียบกับซีรี่ส์ดัง Game of Thrones เพราะนับตั้งแต่สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอุด เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2558 นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในประเทศ โดยมีโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ควบคุมด้านความมั่นคง มีการสั่งจับกุมเชื้อพระวงศ์และข้าราชการชั้นสูง แสดงถึงการใช้อำนาจเด็ดขาดเพื่อกำจัดผู้ที่จะเป็นปรปักษ์

แน่นอนว่าการกวาดล้างครั้งใหญ่ของโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทำให้เกิดความระส่ำระสายในชนชั้นสูง ซึ่งมีการแบ่งฝ่ายและอำนาจกันในพระญาติในราชวงศ์ของซาอุดีอาระเบียมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ

สำนักข่าวบีบีซีไทยรายงานถึงเส้นทางที่โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ทรงเลือกเดินในปัจจุบัน ซึ่งเวลานี้ได้ทรงปกครองประเทศโดยพฤตินัยและแสดงให้ประชาชนเห็นภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำที่แตกต่าง โดยทรงปรึกษาหารือทุกเรื่องสำคัญในกลุ่มคณะเล็กๆ และไม่หวาดหวั่นต่อการแข็งกร้าวของพระญาติ ทรงเป็น “ฮาร์ดไลเนอร์” อย่างที่สื่อตะวันตกเรียกขานกัน

ที่สำคัญโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้สร้างภาพลักษณ์เป็นผู้นำเพื่ออิสลามยุคใหม่ โดยทรงแถลงเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า ทรงปรารถนาให้ประชาชนในประเทศเดินตามแนวทางอิสลามสายกลางที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปและการบังคับใช้กฎหมายใหม่ในปีหน้า โดยอนุญาตให้ผู้หญิงในซาอุดีอาระเบียขับรถยนต์ได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในซาอุดีอาระเบียขณะนี้คือมาตรการปราบปรามคอร์รัปชันที่พุ่งเป้าไปเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ที่กิจการ ซึ่งธนาคารแห่งชาติซาอุดีอาระเบียยืนยันว่า เหตุความไม่สงบไม่ส่งผลอะไรกับบริษัทและธนาคารหลังจากมีข่าวว่าจะมีมาตรการปราบปรามคอร์รัปชัน โดยธนาคารทุกแห่งจะอายัดบัญชีของผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 1,200 บัญชี

แฟรงค์ การ์ดเนอร์ ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคงของบีบีซี ได้รายงานถึงการเปลี่ยนแปลงมาสู่ซาอุดีอาระเบียว่า ซาอุดีอาระเบียไม่อาจอยู่ในสภาพเดิมๆที่โลกกำลังเปลี่ยนไปได้อีกต่อไป เพราะจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว รัฐบาลต้องเตรียมวางแผนงานโครงการรองรับการมีงานทำของประชากรกลุ่มนี้

มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ดทรงได้รับการบ่มเพาะฝึกปรือจากพระราชบิดาคือ สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานที่ทรงมีพระชนมพรรษา 81 พรรษา โดยเดินหน้าจัดการกับบรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายที่กำลังเสวยสุข และต้องการส่งสัญญาณให้เห็นว่าการทำธุรกิจการค้าหรือดำเนินกิจกรรมกันในรูปแบบเดิมๆนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้อีกต่อไป จะต้องมีการปฏิรูปสร้างความทันสมัยหากต้องการให้ซาอุดีอาระเบียเป็นชาติที่รุ่งเรือง จึงทำให้มีการจัดการทรัพย์สินของเอกชนที่อยู่นอกประเทศที่คาดว่าจะมีมูลค่า 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งมีการจับกุมเจ้าชายหลายพระองค์ ซึ่งชาวซาอุดีอาระเบียต่างขานรับการจัดการกับผู้มั่งคั่งเหล่านี้ และหวังว่าจะมีการถ่ายโอนทรัพย์สินเหล่านั้นให้กับสาธารณชนด้วย แต่ไม่รู้ว่าการสืบสวนสอบสวนจะยุติลงเมื่อใด

ขณะนี้ไม่มีใครในซาอุดีอาระเบียจะมีอำนาจชัดเจนทัดเทียมองค์มกุฎราชกุมาร และพระองค์อาจก้าวขึ้นเป็นพระราชาธิบดีปกครองประเทศไปอีกยาวนานถึงครึ่งศตวรรษ

สมาชิกราชวงศ์หลายพระองค์ท้วงติงว่า การที่มกุฎราชกุมารทรงมีอำนาจเปี่ยมล้นในเวลาอันรวดเร็วอาจมีปัญหากับบรรดานักการศาสนาหัวเก่าในระยะยาวได้สำหรับการขึ้นเป็นผู้ปกครองประเทศอันเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอิสลาม 2 แห่งคือนครเมกกะและเมดินา (สมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีสถานะเป็น “ผู้พิทักษ์มัสยิดศักดิ์สิทธิ์ 2 แห่ง) ซึ่งราชวงศ์อัล ซาอุด ต้องได้รับความเห็นชอบตามกฎหมายจากหมู่นักการศาสนาด้วย

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในซาอุดีอาระเบียจะเป็นไปได้แค่ไหน และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ในประเทศตะวันออกกลาง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของโลกด้วย


You must be logged in to post a comment Login