วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565

‘หลักกู’น้ำยาฟอกขาว? / โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

On February 2, 2017

คอลัมน์ : โดนไป บ่นไป
ผู้เขียน : น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

สัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นร้อนที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชนคงไม่พ้นกรณีลักทรัพย์ที่ญี่ปุ่น โดยมีบุคคลสำคัญระดับรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเป็นผู้ต้องหา แม้ผู้มีอำนาจหลายท่านจะแสดงความเห็นกันอย่างเปิดเผยว่าเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย และในที่สุดอัยการของญี่ปุ่นก็สั่งไม่ฟ้อง (จริงๆ) แต่สิ่งที่ผมอยากนำมาบ่นให้ฟังไม่ใช่เรื่องการรอดพ้นการถูกดำเนินคดี เพราะในฐานะคนไทยย่อมโล่งใจและดีใจไปด้วย ที่อยากจะพูดคือผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์นี้

เรื่องแรกที่หนีไม่พ้นคือชื่อเสียงของประเทศไทย ถ้าเป็นคนโนเนมแบบไอ้จุก ไอ้แกละ คดีมโนสาเร่แบบนี้คงไม่มีผลกระทบใดๆกับประเทศแน่นอน แต่เมื่อเป็นถึงข้าราชการระดับสูงจึงเป็นเรื่องสำคัญทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำความผิดครั้งนี้เป็นข่าวที่นำเสนอโดยสื่อของญี่ปุ่น จึงยากจะหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศและหน่วยงานที่สังกัดอยู่

แม้ว่าท่านผู้นำสูงสุดและบุคคลสำคัญในรัฐบาลหลายท่านจะเชิญชวนให้ประชาชนลืมเรื่องนี้ หรือบางท่านก็ออกมาปกป้องกันอย่างเต็มที่ แต่ผมเห็นว่าควรจะแยกประเด็นต่างๆออกให้ชัด การที่รัฐบาลใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการเจรจาเพื่อช่วยคนของเราเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และผมหวังว่าคนไทยหน้าไหนก็ตามที่ไปประสบเหตุหรือเผชิญเหตุจนต้องเป็นผู้ต้องหาจะได้รับการดูแลจากรัฐบาลในมาตรฐานเช่นเดียวกัน แต่การออกมาบิดเบือนหรือแสดงความเห็นว่าพฤติกรรมแบบนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ต่างหากที่ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง

ต้องยอมรับว่าการที่บุคคลสำคัญในรัฐบาลแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเล็กๆกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถทำใจยอมรับได้ แม้ว่าในที่สุดทางการไทยจะสามารถเจรจาให้เจ้าทุกข์ไม่เอาเรื่องก็ตาม แต่ชื่อเสียงของประเทศตลอดจนความอื้อฉาวที่เกิดขึ้นได้ถูกประจานสู่สาธารณชนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น ความพยายามที่จะปกป้องและโฆษณาชวนเชื่อของผู้มีอำนาจเพื่อให้ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรง อีกทั้งหยิบเอากฎระเบียบของทางราชการมาใช้เป็นข้ออ้าง จึงกลายเป็น “ดาบสองคม” ไปโดยไม่รู้ตัว เพราะเรื่องนี้เป็นพฤติกรรมที่ผิดอย่างชัดเจนและมีพยานหลักฐานต่างๆครบถ้วน เมื่อผู้ใหญ่ในรัฐบาลออกมาช่วยกันอุ้มจึงเกิดกระแสไม่ยอมรับและแสดงออกของสังคมที่ไม่เห็นด้วยผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คกันอย่างกว้างขวางกับการชี้แจงของผู้มีอำนาจ

ที่ผ่านมาคนไทยเคยไปก่ออาชญากรรมต่างๆไว้ในต่างแดนอยู่ไม่น้อย หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่กรณี เมื่อมีการทำผิดกฎหมายต่างๆนอกประเทศก็เป็นหน้าที่ของสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆที่จะต้องให้ความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถเพื่อให้ได้รับการอำนวยความยุติธรรมที่ดีที่สุด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครก็ตาม

สำหรับกรณีรองอธิบดีที่ได้รับการดูแลช่วยเหลือในครั้งนี้ ผมต้องขอชื่นชมผู้เกี่ยวข้องทุกคนด้วยความจริงใจที่สามารถนำรองอธิบดีกลับถึงเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ ไม่ถูกทางการญี่ปุ่นดำเนินคดีแต่อย่างใด แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่รองอธิบดีทำไปเป็นเรื่องที่ถูกต้องและไม่ถูกดำเนินคดีครั้งนี้คือน้ำยาฟอกขาวที่ทำให้ท่านกลายมาเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะสิ่งที่ทำถือว่าผิดและเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆ

ต้องเรียนว่าผมไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน ดังนั้น เรื่องที่นำมาบ่นให้ฟังจึงปราศจากอคติใดๆทั้งสิ้น ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกเห็นใจด้วยซ้ำไป เพราะถ้าเป็นคนโนเนมเรื่องนี้คงไม่มีใครสนใจอย่างแน่นอน แต่พอท่านมีตำแหน่งใหญ่โต เรื่องนี้จึงอยู่ในความสนใจของคนทั่วไป ยิ่งเราอยู่ในสังคมสมัยใหม่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว การแสดงออกของผู้เกี่ยวข้องและผู้มีอำนาจทั้งหลายจึงถูกพี่น้องประชาชนติดตามและเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดว่าสุดท้ายเรื่องนี้จะจบอย่างไร

ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ไปจะเป็นมาตรฐานให้กับสังคมไทยในอนาคต จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการเรื่องนี้ต่อด้วยความระมัดระวังและยึดหลักความถูกต้องเป็นหลัก อย่างน้อยที่สุดเยาวชนของเราต้องสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดและอะไรที่ควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถ้าผู้มีอำนาจละเลยหลักการและเลือกจะใช้แต่ “หลักกู” ก็น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศว่า สุดท้ายแล้วระหว่าง “ผิดหรือถูก” เราจะแยกแยะทั้ง 2 เรื่องออกจากกันได้อย่างไร?

ก่อนจบผมขอแถมท้ายเรื่องความปรองดองสักเล็กน้อยพอเป็นน้ำจิ้ม ฉบับหน้าค่อยลงรายละเอียด เพราะเรื่องปรองดองถือเป็นนโยบายสำคัญล่าสุดที่ท่านผู้นำประกาศต่อสาธารณะว่าอยากให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายมาคุยกันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งนโยบายดีๆแบบนี้คงไม่มีใครปฏิเสธอย่างแน่นอน ผมคนหนึ่งที่ขอยก 2 มือสนับสนุนด้วยความยินดีและจริงใจ เพราะประเทศไทยตกอยู่ในกับดักที่แต่ละฝ่ายช่วยกันสร้างขึ้นนานเกินไปแล้ว

ผลจากการติดกับดักที่แต่ละฝ่ายสร้างขึ้นทำให้ประเทศไทยต้องหยุดอยู่กับที่นานกว่าทศวรรษ ผมเชื่อว่าถ้าเราประเมินค่าความเสียหายและค่าของการเสียโอกาสต่างๆอย่างละเอียด น่าจะพบว่าสิ่งที่ประเทศต้องสูญเสียไปนั้นประมาณค่าไม่ได้เลยทีเดียว แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือการสูญเสียเวลาของประเทศ เพราะเราไม่สามารถเรียกเวลาเหล่านั้นกลับมาได้แม้แต่วินาทีเดียว ดังนั้น ถึงเวลาหรือยังที่ทุกฝ่ายควรจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดในการก้าวข้ามกับดักนี้ร่วมกัน

การจะก้าวข้ามกับดักเหล่านี้ทุกคนต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงใจและร่วมกันคิดเพื่อหาวิธีการที่ดีที่สุด แทนที่จะให้แต่ละฝ่ายหาทางก้าวข้ามอุปสรรคกันเอง ซึ่งอาจเสียเวลาหรือมีใครข้ามไม่พ้น สู้เราเปลี่ยนวิธีใหม่โดยต่างฝ่ายต่างช่วยกันรื้อกับดักของตัวเองทิ้งไปให้หมด จากนั้นทุกคนจะได้เดินไปมาหาสู่กันได้ใหม่อย่างปลอดภัย วิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดใช่หรือไม่? ผมเชื่อว่าทุกคนมีคำตอบในใจเหมือนกันอยู่แล้ว เหลือแต่ว่าจะลงมือกันเมื่อไรเท่านั้น

ที่เล่ามาทั้งหมดผมขอยกเว้นคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียวที่ผมเชื่อว่าพวกเขาไม่อยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ และจากนี้ไปจะเห็นคนกลุ่มนี้พยายามสร้างเงื่อนไขต่างๆเพื่อไม่ให้การปรองดองสำเร็จได้ง่ายๆ เพราะความขัดแย้งในสังคมที่ถูกปลุกปั่นให้เกิดขึ้นถือเป็นยาอายุวัฒนะชั้นดีที่ต่ออายุให้คนกลุ่มนี้เสวยอำนาจและความสุขได้ยาวนานมากขึ้น คนกลุ่มนี้เป็นใครและทำไมถึงไม่ละอายในการเสพสุขบนความทุกข์ของคนในชาติ ขอให้อดใจรอกันอีกไม่นาน ผมเชื่อว่าความจริงย่อมต้องปรากฏในไม่ช้านี้อย่างแน่นอน


You must be logged in to post a comment Login