- ตั้งสติให้ดี “โลกนี้ มีเกิด มีตาย”Posted 6 months ago
- อย่าหาเรื่องอยู่ร้อน นอนทุกข์Posted 6 months ago
- โลกธรรมPosted 6 months ago
- อนุโมทนา คนพิการสู้ชีวิตPosted 6 months ago
- สลายความเกลียดชังPosted 6 months ago
- สู้ดีกว่าลาโลกPosted 6 months ago
- ใช้คาถาพระพยอมบ้างPosted 6 months ago
- เสียงชื่นชมดีกว่าเขาด่าPosted 6 months ago
- ต้องใช้ยาแรงกับคนขายชาติPosted 6 months ago
- บทเรียนผู้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวPosted 7 months ago
การมีนบีคือการได้รับความเมตตาจากพระเจ้า

คอลัมน์ : สันติธรรม
ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน
(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่ 29 ส.ค. 68)
ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา ผู้นับถือศาสนาจะมีศาสดาที่ตัวเองนับถือและศรัทธา เพราะวิญญาณของมนุษย์ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวหรือสรณะและคำสอนสำหรับการดำเนินชีวิต ศาสนิกรู้ว่าศาสดาเป็นผู้นำคำสอนมา จึงให้ความเชี่อถือศรัทธาและปฏิบัติตาม
มันเป็นความต้องการของมนุษย์เอง เพราะคัมภีร์กุรอานกล่าวว่ามนุษย์เกิดมาในสภาพที่อ่อนแอและไม่รู้ มนุษย์ปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะลูกแพะลูกวัวคลอดออกมาจากท้องแม่ของมันไม่ถึงครึ่งชั่ว
โมง มันก็สามารถยืนได้และรู้ว่าแม่ของมันตัวไหน หลังจากนั้น มันจะเดินไปดูดนมจากเต้านมของแม่มันโดยไม่มีใครสอน
ผิดกับทารกมนุษย์ที่เมื่อคลอดออกมาแล้วยังไม่รู้จักแม่ของตัวเอง และหากแม่ไม่อุ้มมาป้อนนมให้ ทารกมนุษย์ก็จะอดตาย กว่าจะเดินได้ก็ต้องใช้เวลาปีกว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ส่งเข้าโรงเรียน มนุษย์ก็จะไม่มีความรู้ในการดำเนินชีวิตและไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว
นี่คือเหตุผลที่พระเจ้าเลือกมนุษย์บางคนให้เป็นบรมครูสอนวิชาชีวิตแก่มนุษย์เรื่อยมาตั้งแต่มีมนุษย์คนแรกคืออาดัม บรมครูผู้สอนวิชาชีวิตนี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า “นบี” หรือ “รอซูล” ในภาษาไทยเรียกว่า “ศาสดา” ซึ่งตามความหมายคือ ผู้ก่อตั้งศาสนา หรือผู้คิดค้น ริเริ่มในการนำคำสอนไปเผยแผ่
ในอิสลาม “นบี” หมายถึงผู้บอกข่าวจากพระเจ้า บอกมนุษย์ให้รู้จักพระเจ้าและวิธีการใช้ชีวิตในโลกนี้เพื่อได้รับความสุขในโลกหน้า นบีมุฮัมมัดกล่าวว่านบีทั้งหมดที่พระเจ้าคัดเลือกขึ้นมามีจำนวน 124,000 คนกระจายกันไปตามชุมชนมนุษย์ทุกยุคสมัย
คัมภีร์กุอานกล่าวว่า “ทุกหมู่ชนมีผู้นำทาง” (กุรอาน 13:17)
ผู้นำทางดังกล่าวจะนำทางมนุษย์ไปยังหนทางของพระเจ้าซึ่งเรียกในภาษาที่ต่างกันไป เช่น“มรรรค” ในภาษาปาลี “เต๋า” ในภาษาจีน และ “ดีน” ในภาษาอาหรับ
นบีมุฮัมมัดยังบอกให้เรารู้อีกว่าพระเจ้าได้ประทานคัมภีร์ 313 เล่มแก่นบีเพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงคำสอนจากพระเจ้า นบีคนใดได้รับคัมภีร์จากพระเจ้าถูกเรียกว่า “รอซูล” หมายถึงผู้นำสาส์นหรือศาสนทูตของพระเจ้ามาสั่งสอนมนุษย์ ดังนั้น นบีและรอซูลจึงไม่ใช่ผู้ก่อตั้งศาสนา อิสลามจึงไม่ถูกเรียกว่า “ศาสนามุฮัมมัด” ที่ครั้งหนึ่งชาวตะวันตกพยายามจะเรียก
เราไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อนบีและศาสนทูตทั้งหมด แค่นบีบางคนที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์กุรอานจำนวน 25 ท่านก็เพียงพอแล้ว เพราะนบีและศาสนทูตทุกคนนำคำสอนอย่างเดียวกันมาบอกมนุษย์ คัมภีร์กุรอานกล่าว “เรา(พระเจ้า)ได้ส่งศาสนทูตมายังทุกหมู่ชนพร้อมกับคำบัญชาว่า ‘จงเคารพภักดีอัลลอฮฺและจงหลีกห่างจากความชั่ว’” (กุรอาน 16:36)
มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์ตรงที่มนุษย์มีสติปัญญาและเจตนารมณ์เสรีที่จะเลือกเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟัง ดังนั้น สัตว์จึงไม่ต้องถูกนำตัวขึ้นศาลเมื่อมันไปทำร้ายมนุษย์ แต่ถ้ามนุษย์ทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ผู้ทำผิดจะถูกนำตัวขึ้นศาล เพราะมีกฎหมายกำหนดไว้
แนวทางในการดำเนินชีวิตที่พระเจ้าส่งมายังมนุษย์ผ่านทางผู้นำทางก็บอกว่าอะไรดีและอะไรชั่ว แต่วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของการสร้างมนุษย์ก็คือพระเจ้าต้องการจะทดสอบมนุษย์ว่าจะเชื่อฟังพระองค์หรือไม่ ดังนั้น พระองค์จึงได้บอกมนุษย์ว่าอะไรเป็นความดีและอะไรเป็นความชั่ว หลังจากนั้นก็ให้มนุษย์ใช้สติปัญญาและเจตนารมณ์เสรีเลือกปฏิบัติ และมนุษย์ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติไป
ถ้าพระองค์ส่งบรมครูผู้นำทางชีวิตมาบอกมนุษย์หรือตักเตือนมนุษย์แล้วว่าอะไรเป็นความชั่ว แต่มนุษย์ยังฝ่าฝืนและเมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมเห็นความชั่วเป็นสิ่งถูกต้องดีงามโดยไม่มีการห้ามปราม สังคมหรือชุมชนนั้นก็จะถูกทำลาย
พระเจ้าได้กล่าวไว้ว่า “เราไม่เคยทำลายเมืองใดเว้นเสียแต่ว่าเมืองนั้นได้มีผู้ตักเตือนมาตักเตือนแล้ว (กุรอาน 26:208)
You must be logged in to post a comment Login