วันพฤหัสที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567

จ่ายซะกาตฟิฏร์ ภารกิจของผู้ถือศีลอด

On April 14, 2023

คอลัมน์ : สันติธรรม

ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน

(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่   14  เม.ย. 66 )

เมื่ออายุ 40 ปีนบีมุฮัมมัดได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติภารกิจนำวิถีชีวิตอิสลามมาเผยแผ่สั่งสอนผู้คนในเมืองมักก๊ะฮฺ   ตลอดระยะเวลา 13 ปี ท่านนบีและชาวมักก๊ะฮฺที่หันมารับอิสลามต้องถูกต่อต้านด้วยวิธีการต่างๆตั้งแต่การดูถูก การติดสินบน การทรมาน  การปิดล้อมคว่ำบาตรและการลอบสังหาร

เมื่อเห็นว่าชาวมักก๊ะฮฺไม่ยอมรับอิสลาม  ในที่สุด  นบีมุฮัมมัดและสาวกของท่านจึงต้องทะยอยกันอพยพจากเมืองมักก๊ะฮฺไปยังเมืองมะดีนะฮฺ เพราะที่นั่น ชาวเมืองสัญญาว่าจะช่วยเหลือท่านและจะให้ท่านเผยแผ่อิสลามได้อย่างเสรี

เมื่อไปถึงเมืองมะดีนะฮฺ  นบีมุฮัมมัดจำเป็นต้องรีบวางรากฐานสังคมที่ใช้อิสลามเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต  ท่านสร้างมัสยิดขึ้นมาเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณและฐานปฏิบัติการสร้างสังคม  ท่านเรียกผู้อาศัยอยู่ในเมืองมะดีนะฮฺทุกเผ่ามาทำสัญญาร่วมกันรับผิดชอบในการปกป้องเมืองมะดีนะฮฺ และสร้างความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างชาวเมืองมะดีนะฮฺกับผู้อพยพไปจากเมืองมักก๊ะฮฺโดยให้ชาวมะดีนะฮฺรับผู้อพยพไปอุปการะหนึ่งคนหากสามารถทำได้

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  ชาวมะดีนะฮฺไม่สามารถรับมุสลิมผู้อพยพไปอุปการะได้หมด  ดังนั้น ส่วนที่เหลือจึงต้องไปอาศัยอยู่ในมัสยิดที่ท่านสร้างขึ้นมาตั้งแต่แรกที่ไปถึงที่นั่น

ในเมืองมะดีนะฮฺ  มีชุมชนชาวยิวอาศัยอยู่ในชานเมืองมาเป็นเวลานานแล้ว ชาวยิวจะสวดมนต์(หรือนมาซ)โดยหันหน้าไปทางเมืองเยรูซาเล็มซึ่งเป็นแผ่นดินของนบีหลายคนก่อนหน้านี้  นบีมุฮัมมัดและสาวกจึงหันหน้าไปทางเมืองเยรูซาเล็มเพราะท่านถือชาวยิวนับถือโมเสสผู้เป็นนบีก่อนหน้าท่าน

ชาวยิวมีการถือศีลอด  นบีมุฮัมมัดได้สั่งมุสลิมผู้เป็นสาวกของท่านให้ถือศีลอดตามแบบชาวยิวเพราะในตอนนั้นยังไม่มีการกำหนดวิธีการถือศีลอดแบบอิสลามตามที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อเวลาผ่านไปสองปีหลังการอพยพ  ชาวยิวไม่ยอมรับความเป็นนบีของนบีมุฮัมมัด  พระเจ้าจึงได้กำหนดการถือศีลอดแบบอิสลามที่แตกต่างไปจากการถือศีลอดของชาวยิวลงมา คือให้มุสลิมถือในเดือนรอมฎอนและถือเฉพาะเวลากลางวันซึ่งแตกต่างไปจากการถือศีลอดของชาวยิว

แต่ก่อนเดือนรอมฎอนมาถึง  นบีมุฮัมมัดได้กำหนดให้มุสลิมสำรวจครอบครัวของตัวเองว่ามีอาหารเหลือพอกินหนึ่งวันหรือไม่  หากมีเหลือพอ  มุสลิมผู้นั้นมีหน้าที่ต้องนำอาหารพื้นฐานในมาตรฐานที่ตัวเองกินเป็นประจำ เช่น ข้าวสารหรือข้าวสาลีประมาณ 4 กำมือกอบ(ปริมาณนี้เรียกว่า 1 เซาะอ์ ชั่งเป็นน้ำหนักได้ประมาณ 2.75 กิโลกรัม)ไปให้แก่คนที่ไม่มีกินหรือยากจนกว่าตน

ข้าวดังกล่าวนี้เรียกว่า “ซะกาตฟิฏร์” ที่มุสลิมต้องนำไปให้คนจนก่อนสิ้นสุดเดือนรอมฎอน หากมิเช่นนั้น  พระเจ้าจะยังไม่รับการถือศีลอดของคนผู้นั้น  หากมุสลิมคนใดมีภรรยา ลูกและผู้อยู่ใต้การดูแลของตน  ในฐานะผู้นำครอบครัว มุสลิมผู้นั้นต้องจ่าย “ซะกาตฟิฏร์” แทนผู้ที่อยู่ใต้การดูแลของตนด้วย

นี่คือมาตรการที่นบีมุฮัมมัดเริ่มต้นขึ้นเพื่อวางรากฐานในการสร้างประชาคมอิสลาม  ซะกาตฟิฏร์เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงคนมีกินกับคนไม่มีกินให้ใกล้ชิดกัน  มันทำให้คนจนไม่รู้สึกเสียศักดิ์ศรีเพราะมันเป็นหน้าที่สำหรับคนมีอันจะกินต้องนำไปให้เพื่อเป็นการถวายต่อพระเจ้า ให้ไปแล้วต้องไม่หวังสิ่งตอบแทนแม้แต่คำขอบคุณจากผู้รับเพราะมันเป็นสิทธิ์ของคนจนที่พระเจ้ามอบให้  มันทำให้คนจนยินดีที่ได้มีอาหารเลี้ยงฉลองในวันอีดุลฟิฏร์อย่างมีความสุข  นอกจากนี้แล้ว การนำซะกาตฟิฏร์ไปให้คนจนด้วยตัวเองยังจะช่วยยกระดับจิตใจของผู้ให้ด้วย เพราะเมื่อเห็นสภาพความจนแล้ว ผู้ให้อาจเกิดความสงสารและให้อย่างอื่นเพิ่มเติมอีก

การจ่ายซะกาตฟิฏร์เป็นหน้าที่ที่ผูกติดอยู่กับการถือศีลอดที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยนบีมุฮัมมัดและมุสลิมทั่วโลกยังคงปฏิบัติต่อมาจนถึงทุกวันนี้และต่อไปจนถึงวันสิ้นโลก


You must be logged in to post a comment Login