วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

กรรมของมูลนิธิสวนแก้ว

On March 21, 2023

คอลัมน์ : สำนักข่าวพระพยอม

ผู้เขียน : พระพยอม กัลยาโณ

(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่  21 มี.ค. 66 )

มีญาติโยมถามเรื่องโฉนดถุงกล้วยแขกว่า มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ก็ขอสรุปว่า นักกฎหมายที่มาช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ดูได้ข้อมูลว่า การที่เราไปร้องค้าน แต่ว่า ทนายอาสาของเราวันถึงเวลาค้านไม่ไป ทิ้งงาน เลยทำให้ทางโน้นบอกว่า เท่ากับทางนี้ยอมจำนน สรุปแล้วก็คือว่า ทางมูลนิธิวัดสวนแก้วหรือทางเรานี่เหมือนกับโดนทนายอาสาจัดการให้แพ้มากกว่าที่จะมาจัดการให้ชนะหรือมาร่วมรุมยำนางวันทนาต้องติดคุก ติดตะรางอย่างชนิดที่เรียกว่า มีการบล็อกไว้ทุกอย่าง ทนายทางโน้นเขาเก่งมากเขาบล็อกทุกอย่างไม่ให้ดิ้น ไม่ให้มูลนิธิมีวันชนะเลย

มีคนตั้งข้อสงสัยว่า เพราะทนายอาสาใช่มั้ย หรือไม่รู้ว่า อาสามาช่วยวัดหรือช่วยใครอะไรทำนองนี้ แต่แล้วสรุปว่า โอกาสที่วัดจะได้ที่ดินที่สูญเสียไป 10 กว่าล้านบาท ทั้งๆที่มีปรมาจารย์ทางกฎหมายหลายท่านพูดมาตั้งแต่วันแรกเป็นถึงระดับปลัดกระทรวง บอกว่า งานนี้ ทางวัดได้ที่ดินคืนแน่นอน เพราะซื้อโปร่งใส จ่ายถูกต้อง แต่แล้วในที่สุดก็เป็นอย่างนี้แหละ ขอฝากประชาชนคนไทยว่า เรื่องกฎหมาย เรื่องทนายอย่าเพิ่งไว้ใจโดยสิ้นเชิง ทนายที่ดีมี ซื่อสัตย์ต่อลูกความ ทำงานให้ไปตลอดเส้น ตลอดสาย

แต่ที่ทำครึ่งๆกลางๆแล้วก็กินใช้จ่ายอย่างมากมายมโหฬาร ทนายอาสาไม่เอาเงินจริง แต่เขามีค่ารถ ค่าน้ำมัน ค่ากิน ค่าเวลาสารพัดอย่างที่เราต้องจ่ายเป็นแสนหรือหลายแสน ค่าเหยียบศาล ค่าอะไรต่ออะไรจ่าย ที่สุดแล้วถึงบอกว่า นี่แหละ ซึ่งมีภาษิตจีนโบราณ บอกว่า ค้าความไม่กินขี้หมาดีกว่า เพราะกินขี้หมาเหม็นทีเดียวไม่ถึงหมดถึง 10 ล้านอย่างนี้ นี่แหละตกลงทั้งหมดแล้ว วัดสวนแก้วต้องสูญเสียไปไม่ต่ำกว่า 12 ล้านบาท

เรียกว่า ค่าโน้น ค่านี่ คนนั้น คนนี้มาแนะนำอย่างนั้น อย่างนี้ นั่นแหละ คนมาช่วยเรากลับไม่ช่วยเราด้วยความตั้งใจจริง มาช่วยเพื่อให้แพ้ก็แล้วกัน ไม่ได้ช่วยเพื่อให้ชนะ ถือเป็นกรรมของวัด ของมูลนิธิสวนแก้วที่ต้องรับกรรมไปกับเรื่องแบบนี้ ไม่เป็นไร คราวนี้พูดถึงเมืองไทยนี่น่าจะต้องรับกรรมอีกอย่างหนึ่ง เพราะมีการปลูกกันใหญ่ คือ ทุเรียน ซึ่งทุเรียนที่เราปลูกกันเต็มที่นี่ เราอาศัยประเทศจีนรับซื้อ ตั้งล้งซื้อ แต่ตอนนี้จีนเขาปลูกได้เองแล้ว

เรียกว่า มีเป็นพันๆตัน เขาก็จะไม่ต้องซื้อจากสวนทุเรียนนนท์ ทุเรียนโน้น ทุเรียนนั่น ที่จันทบุรีก็คงต้องพลอยแย่ไปด้วย และที่อื่นคงจะหนักหนาสาหัส ลำพังกินแต่ในประเทศเนี่ย มันคงไปได้ไม่เท่าไร ต่อไปทุเรียนก็อาจจะถูกเหมือนมะปราง มะยงชิต ตอนนี้ลูกจาก 200 กว่าบาทเหลือ 40-50 บาท ต้องเรียกกันว่า เวลามันขาลง มันลง ไม่มีอะไรจะประกันได้ นึกถึงชาวสวนเวลาทำอะไรพลาด หรือจังหวะมันแย่ มันแย่เอาจริงๆ และที่เห็นจะหนักหนาสาหัสต้องตัดทิ้งกัน เสียเวลาไปตั้ง 1-2 ปี เสียเงินค่าซื้อพันธุ์ ซื้อกิ่ง ซื้อต้นมาปลูก

นั่นก็คือ เจ้ากระท่อม มันท่อมๆอยู่พักหนึ่งเอาโน้น เอานี่ มาเสนอขายต้น เสนอขายอะไรกันไป ปลูกกันใหญ่ บัดนี้ไม้ผลยังขายไม่ได้ ส่วนใบจะไปขายได้ยังไง แล้วมันเชื่อมโยงกันแบบอย่างนี้แหละ ความสูญเสียเนี่ย บทจะเสีย มันก็เสีย เพราะความรู้ไม่เท่าทัน คาดการณ์ไม่ถึง ฝ่ายบ้านเมืองก็ไม่ได้ยับยั้ง ไม่ได้บอก ไม่ได้คาดการณ์ ไม่มีผู้ชำนาญการในการที่ว่า ปลูกแล้วมันจะขายได้หรือไม่ได้ หรือได้มันคุ้มกันมั้ย อันนี้เรียกว่า เกษตรกรไทยก็คงจะต้องจนต่อไป

คงไม่มีอีกแล้วล่ะที่เหมือนยุคคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงยุคนี้กำลังหาเสียงกันอย่างกระหน่ำเนี่ย แต่ไม่รู้ว่า วิธีแก้จะแก้ยังไง พูดถึงเรื่องความไม่รู้ เอาคนไม่รู้ อาตมาเอาคนไม่รู้ และไม่รู้ว่า คนที่จะเอามาช่วยเราเนี่ย มันจะช่วยใครกันแน่ เรื่องไม่รู้ๆ ไม่รู้ว่า เขามาไม้ไหน แบบไหน อย่างไร มันเลยกลายเป็นเรื่องสูญเสีย สิ้นเปลือง หมดเนื้อหมดตัว นี่แหละ อาตมาถึงได้สรุปว่า ให้พรปีใหม่ปีนี้อย่าเลวไปเที่ยวหลอกใคร แล้วก็อย่าโง่ให้ใครหลอก อย่านึกว่า เขามาช่วยด้วยใจ ปรารถนาดี หวังดี

เดี๋ยวนี้ช่วยด้วยความอัปรีย์มันก็มีเยอะ ช่วยให้ช้ำ ช่วยให้เสีย มาแนะอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เสนอต้น เสนอกิ่ง เสนอใบ จะขายได้เท่านั้น เท่านี้ กระท่อมตอนนั้น บอกว่า กิโลกรัมละ 200-300 บาท ตอนนี้ กิโลกรัมละ 20 บาท ยังไม่อยากจะได้เลย ที่วัดสวนแก้วใครอยากมา เอาไปเลย เก็บเลย กิโลกรัมละ 10 บาท ก็ขายไม่ได้ แล้วก็ไม่มีใครรับผิดชอบ ข้าวนายังมีผู้รับผิดชอบ ประกันราคา แต่กระท่อมไม่มีประกันราคา ส่วนเจ้ากัญชานั้นคงหลับไม่ตื่นแล้วล่ะ คงอยู่กับความชาชินไปแล้ว

เจริญพร


You must be logged in to post a comment Login