วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567

เตรียมตัวตาย

On March 10, 2023

คอลัมน์ : สันติธรรม

ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน

(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่   10 มี.ค. 66 )

ความตายเป็นความจริงที่มนุษย์ไม่อาจหนีพ้นเพราะพระเจ้าผู้สร้างมนุษย์ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วสำหรับมนุษย์ทุกคนที่พระเจ้าให้มาเกิดบนโลกใบนี้   ไม่มีมนุษย์คนใดเลือกเกิดได้  เช่นเดียวกับความตายที่มนุษย์ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเมื่อใด ตายที่ไหนและตายอย่างไร เพราะชีวิตเป็นของพระเจ้าผู้ตั้งนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ทุกคนไว้ก่อนที่มนุษย์จะเกิดเสียด้วยซ้ำ

ในตอนเป็นเด็ก  ครูสอนศาสนาของผมเป็นโรคปอด  หมอวัยกลางคนบอกว่าครูวัยชราของผมจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหกเดือน  หลังจากนั้นไม่นาน ผมทราบข่าวว่าหมอผู้นั้นเสียชีวิตก่อนครูของผมประมาณสองปี   มุสลิมผู้สูงวัยหลายคนไปทำฮัจญ์และอยากตายที่เมืองมักก๊ะฮฺ  แต่ก็ไม่ได้ตายสมปรารถนา ในขณะที่บางคนยังหนุ่มแน่นแข็งแรง  แต่กลับไปตายที่นั่น

ดังนั้น  ไหนๆทุกคนจะต้องตาย  คนไทยจึงอยากตายดีๆ คืออย่างน้อยที่สุดขอตายแบบไม่ทรมานหรือตายโดยที่ศพยังสวย  และคนไทยยังมีคำที่ใช้เรียกความตายในลักษณะต่างๆ เช่น “ตายโหง” คือตายในลักษณะที่ไม่ดี เช่น ประสบอุบัติเหตุ หรือ “ตายห่า” คือ ตายคราวละมากๆ เช่น ตายจากโรคระบาด  “ตายทั้งกลม” หมายถึงตายทั้งแม่และลูกทิ่อยู่ในครรภ์  “ตายทั้งเป็น” หมายถึงมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน

ความตายคือการที่วิญญาณถูกแยกออกจากร่างมนุษย์และความตายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพระเจ้าสั่งให้ทูตสวรรค์(มลาอิก๊ะฮฺ)ผู้ทำหน้าที่เป็นมรณทูตมาเอาวิญญาณของคนผู้นั้นไป ถ้ามรณทูตยังไม่มาเอาวิญญาณของผู้ใดไป  คนผู้นั้นก็ยังไม่ตาย  แต่ถ้ามรณทูตจะเอาวิญญาณของใคร  ต่อให้หมอเก่งเพียงใดก็ไม่สามารถยื้อวิญญาณไว้ได้แม้แต่วินาทีเดียว

แม้พระเจ้าไม่ให้ความรู้แก่นบีคนใดว่าวิญญาณถูกสร้างมาจากอะไร แต่นบีมุฮัมมัดได้รับความรู้จากพระเจ้าว่าวิญญาณของคนทำดีมีศรัทธาในพระเจ้าออกจากร่างเหมือนกับน้ำที่ไหลออกจากพวยกาและมีทูตสวรรค์นำผ้าขาวที่มีกลิ่นหอมมารับไป  ส่วนวิญญาณของคนชั่วช้าบาปหนาจะออกจากร่างเหมือนกับไม้ย่างเนื้อที่กรังไปด้วยเศษเนื้อแห้งถูกดึงออกมาจากสำลีและมีทูตสวรรค์นำผ้าสีดำที่มีกลิ่นเหม็นมารับไป

เมื่อวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ร่างกายก็หมดความรู้สึก  ร่างของคนตายจึงไม่รู้สึกเจ็บปวดไม่ว่าจะถูกทุบตีอย่างไรก็ตาม  แต่วิญญาณของมนุษย์ในฐานะจอมบงการอวัยวะภายนอกของมนุษย์ต่างหากที่จะไปรับความเจ็บปวดหรือความสุขในโลกหลังความตาย

ด้วยเหตุนี้  นบีมุฮัมมัดจึงเตือนสาวกของท่านว่า “อย่าพูดจาล่วงเกินผู้ตาย เพราะพวกเขาได้รับผลจากสิ่งที่พวกเขาได้ทำไปแล้ว”

วิญญาณเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออาณาจักรทางวัตถุและขอบเขตวิทยาศาสตร์  ความรู้เรื่องวิญญาณจึงต้องหาจากคำสอนทางศาสนาที่มาจากพระเจ้าเท่านั้น และเนื่องจากความตายเป็นวาระที่ต้องมาถึงมนุษย์ทุกคน  ด้วยเหตุนี้  ศาสนาจึงสอนวิธีการเตรียมพร้อมไปสู่วาระนั้น

มีคำสอนของนบีมุฮัมมัดหลายตอนที่พูดถึงความตาย เช่น  “ของขวัญสำหรับผู้ศรัทธาคือความตาย” เพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้าจะได้รับสวรรค์เป็นรางวัลตอบแทน  แต่การจะได้รับของขวัญ  ผู้ศรัทธาต้องผ่านความตายเสียก่อน  นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ศรัทธาในพระเจ้าจึงไม่หวั่นกลัวความตาย

การตายที่มีเกียรติที่สุดในอิสลามคือการพลีชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องความศรัทธาและคำสอนของศาสนาไว้  แม้การตายอย่างมีเกียรติเช่นนี้จะมีขึ้นในสนามรบ  แต่นบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า “เมื่อความตายมาถึงผู้แสวงหาความรู้ในขณะที่เขากำลังแสวงหาความรู้อยู่  เขาผู้นั้นก็ตายเหมือนกับผู้พลีชีพเพื่อปกป้องความศรัทธาและศาสนา”

นบีมุฮัมมัดกล่าวเตือนว่า “จงนึกถึงตัวทำลายความสุข(นั่นคือความตาย)อยู่เสมอๆ”

และท่านยังกล่าวอีกว่า “คนที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่นึกถึงความตายมากที่สุด และคนที่รอบคอบที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เตรียมตัวไว้อย่างดีที่สุดสำหรับมัน”


You must be logged in to post a comment Login