วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

“ดวง” คืออะไรและใครกำหนด

On December 23, 2022

คอลัมน์ : สันติธรรม

ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน

(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่   23 ธ.ค.  65)

ถ้าเปรียบกาลเวลาเป็นเส้นด้าย  อดีตและอนาคตก็เหมือนปลายสองข้างของเส้นด้ายที่มนุษย์ไม่รู้ว่ามันเริ่มจากตรงไหนและมันจะสิ้นสุดตรงไหน  ช่วงเวลาปัจจุบันของมนุษย์จึงเป็นเหมือนปมเล็กๆบนเส้นด้ายของกาลเวลา

มนุษย์อาจรู้และจดจำอดีตที่ผ่านมาของตัวเองและของบางคนที่เกี่ยวข้องด้วย  แต่ก็เพียงบางส่วนเท่านั้น  ส่วนเรื่องอนาคตเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้  แต่อนาคตเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ  มนุษย์จึงอยากรู้  และด้วยความอยากรู้นี้เองที่ทำให้มนุษย์ตกเป็นเหยื่อของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้รู้อนาคต

ศัพท์บางคำเช่น ดูดวง ผูกดวง แก้เคล็ด  ดูชะตา  ดูฤกษ์ยามและอื่นๆสารพัดในทำนองนี้จึงเกิดขึ้นมาในอดีตและยังคงอยู่แม้ในยุคดิจิทัล

ในอดีต  การดูดวง ดูโชคชะตาด้วยความอยากรู้ในอนาคตต้องอาศัยพวกพ่อมดหมอผีหรือโหรที่มีวิธีการหรือศาสตร์ของตัวเอง เช่น การเสี่ยงทาย  การดูลายมือ  การดูไพ่ เป็นต้น  เมื่อโลกเจริญขึ้น  วิธีการใหม่ๆได้ถูกนำมาใช้ให้ดูทันสมัยขึ้น เช่น  การหมุนวงล้อ  การสแกนลายมือ  เป็นต้น

คนที่ไปดูดวง ดูชะตาจึงมักเป็นคนอ่อนแอที่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่มีใครรู้    อ่อนแอจนถึงขนาดไม่กล้าถามถึงดวงหรือชะตาของผู้อ้างตัวว่าเป็นผู้รู้อนาคต

“ดวง” เป็นคำที่ถูกนำมาใช้ในความหมายของโชคในบางครั้ง  เช่น ใครที่รอดจากอุบัติเหตุเฉียดตายมักจะถูกบอกว่า “ดวงดี” หรือ “โชคดี” โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่า “ดวงและโชค” คืออะไรและใครทำให้เกิดดวง

ความเชื่อในเรื่องดวงหรือโชคชะตาไม่มีในคำสอนของศาสนา  คำสอนของอิสลามถือว่าไม่มีใครมีความรู้เรื่องอดีตและอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แท้จริงนอกไปจากพระเจ้า

มุสลิมนอกจากจะเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างและทรงควบคุมทุกสิ่งแล้ว ยังต้องเชื่อว่าทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นล้วนมาจากพระเจ้าเพื่อทดสอบความศรัทธาที่มีต่อพระองค์  ดังนั้น ทุกคนต้องยอมรับ  ไม่ต่างไปจากสุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน  พระเจ้าจะให้เกิดขึ้นกับใครเมื่อใดในอนาคตเป็นเรื่องของพระองค์  ไม่มีมนุษย์คนใดรู้ได้

เมื่อยอมรับและเชื่อว่าเรื่องดีและไม่ดีมาจากพระเจ้า  คนมุสลิมจึงไม่ไปหาหมอดูหรือไปดูดวง เพราะการเชื่อว่าใครมีคุณสมบัติรอบรู้ถึงอนาคตเหมือนกับพระเจ้า นั่นก็หมายความว่าคนผู้นั้นกำลังตั้งมนุษย์คนหนึ่งให้มีคุณสมบัติเป็นผู้รอบรู้เหมือนพระเจ้า การทำเช่นนื้ถือเป็นบาปใหญ่

ในสมัยนบีมุฮัมมัด  ชาวยิวกลุ่มหนึ่งที่มีวิชาไสยศาสตร์อ้างว่าตัวเองรู้อนาคต  คนเหล่านี้ทำตัวเป็นหมอดูหากินกับคนไม่มีความรู้  ไม่เพียงเท่านั้น  คนเหล่านี้ยังอ้างว่าไสยศาสตร์มาจากนบีสุลัยมานซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าให้อำนาจพิเศษสามารถควบคุมสิ่งมีชีวิตเร้นลับที่เรียกว่า “ญิน” ได้

ด้วยเหตุนี้  คัมภีร์กุรอานจึงถูกประทานลงมาเพื่อชี้แจงว่าไสยศาสตร์มิได้มาจากนบีสุลัยมาน  แต่พระเจ้าได้ส่งทูตสวรรค์สององค์ชื่อมารูตและฮารูตลงมาสอนผู้คน สอนเสร็จแล้ว  ทูตสวรรค์ก็บอกว่าวิชาไสยศาสตร์เป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นสิ่งที่จะใช้ทดสอบมนุษย์ว่าจะเชื่อฟังพระองค์หรือไม่  นบีสุลัยมานมิได้เป็นผู้สอนไสยศาสตร์แต่ประการใด

คัมภีร์กุรอานนำเสนอเรื่องราวของนบีสุลัยมานว่าเป็นผู้ได้รับพรจากพระเจ้า มีความสามารถควบคุมญินที่มนุษย์มองไม่เห็นและมันมีความสามารถเหนือมนุษย์ ญินรู้เรื่องความเป็นไปของมนุษย์  แต่เป็นเรื่องในอดีต  คนที่มีวิชาติดต่อกับญินจึงรู้ความเป็นไปของใครบางคนจากญิน  แต่เป็นเรื่องอดีตที่เอามาหลอกคนที่อยากรู้อนาคตได้

คัมภีร์กุรอานเล่าว่านบีสุลัยมานได้ใช้ญินสร้างวิหารในเมืองเยรูซาเล็มโดยท่านได้สร้างห้องกระจกเป็นสำนักงานควบคุมญินในการก่อสร้าง   ระหว่างนั้น  นบีสุลัยมานได้เสียชีวิตในขณะยืนถือไม้เท้าค้ำร่างอยู่โดยที่พวกญินไม่รู้ว่าท่านเสียชีวิต  จนกระทั่งปลวกกินไม้เท้าของนบีสุลัยมานจนผุ  ร่างของนบีสุลัยมานจึงล้มลง  ตรงนั้นเองที่พวกญินเพิ่งรู้ว่านบีสุลัยมานเสียชีวิตแล้ว

เรื่องราวตรงนี้ต้องการจะบอกมนุษย์ไห้รู้ว่าแม้แต่ญินที่มีความสามารถ มีความแข็งแกร่งและเคลื่อนที่ได้เร็วกว่ามนุษย์  ยังไม่รู้เลยว่านบีสุลัยมานเสียชีวิตต่อหน้าพวกมัน  เมื่อปัจจุบัน พวกญินยังไม่รู้ แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ที่จะไปรู้อนาคต


You must be logged in to post a comment Login