วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

บล.บัวหลวงชี้ช่องเพิ่มผลตอบแทน“ยุคจีดีพีไทยเติบโตต่ำ” ผ่านการลงทุนDR อ้างอิงดัชนีหุ้นเวียดนามชั้นนำ 30 ตัว

On February 17, 2020

นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า ในยุคที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยเติบโตค่อนข้างจำกัด หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 63 อยู่ที่ 2.8% เมื่อเทียบกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามที่ขยายตัวได้อย่างรวดเร็วโดยทางการเวียดนามคาดการณ์ว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะโตที่ระดับ6.3%ดังนั้นการกระจายการลงทุนไปในเวียดนาม ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

โดยเฉพาะการลงทุนใน “ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ” (Depositary Receipt)หรือ DR ที่มีหลักทรัพย์ที่รับฝากเป็นกองทุนรวม ETF ที่อ้างอิงกับดัชนี VN30 Index สะท้อนหุ้นชั้นนำ 30 บริษัทของตลาดหุ้นเวียดนาม และเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม บริหารจัดการ โดย Viet Fund Management  หรือ VFMซึ่งหลักทรัพย์บัวหลวงเป็นผู้ออกDR เจ้าแรกของไทยใช้สัญลักษณ์ว่า “E1VFVN3001”ที่เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.61

ปัจจุบัน DR “E1VFVN3001” ได้รับความสนใจลงทุนจากนักลงทุนอย่างมาก เห็นได้จากมูลค่าตลาด (Market Cap) ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากกว่า 600  ล้านบาท มาอยู่ระดับ 1,447ล้านบาท (ตัวเลข ณวันที่14 ก.พ.63) โดยดัชนี VN30 ของตลาดหุ้นเวียดนามในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนสูงถึง 11.8% ชนะตลาดหุ้นไทยที่ให้ผลตอบแทนเพียง 3.5%

“ค่าเงินบาทในปี 63 มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเฉลี่ย 3-4% ส่งผลบวกต่อDR“E1VFVN3001” ฉะนั้นถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุนระยะยาว เพื่อกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตโดยในปีที่ผ่านมาเวียดนามเนื้อหอมมาก เห็นได้ชัดจากการที่ผู้ประกอบการจากประเทศจีนย้ายโรงงานการผลิตมายังเวียดนามจำนวนมาก และหากร่างกฎหมายหลักทรัพย์ของเวียดนามได้รับการแก้ไขจะทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามยิ่งน่าสนใจมากขึ้น” นายบรรณรงค์ กล่าว

นายบรรณรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับปัจจัยบวกที่สนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามมีด้วยกันหลากหลายประเด็น คือ 1.เศรษฐกิจเวียดนามมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ6-7% เมื่อเทียบกับไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำ หนุนโดยภาคอุตสาหกรรม,ภาคการผลิตที่เติบโตโดดเด่น รับอานิสงส์ค่าแรงระดับต่ำ 180 บาทต่อวัน และภาคการบริโภคที่ยังขยายตัวต่อเนื่องเพราะเวียดนามมีประชากรมากถึง 97 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างมาก สอดคล้องกับรายงานการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของMoody’s ที่คงอันดับความน่าเชื่อถือเวียดนามระดับ Ba3ขณะที่ Fitch Ratings และ S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือเวียดนามระดับ BB

2.ยอดส่งออกของเวียดนามในปี 63 อาจขยายตัวต่อเนื่อง จากปี 62 ที่เติบโตมากถึง 8.4% แซงหน้าส่งออกของไทยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ขณะเดียวกันในอนาคตเวียดนามมีแนวโน้มจะเป็นผู้นำส่งออกในตลาดยุโรป หลังรัฐสภาสหภาพยุโรป (อียู) อนุมัติข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับเวียดนามซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งออกสิ่งทอ รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ไม้ของเวียดนามไปยังยุโรป โดยข้อตกลงดังกล่าวจะยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้าประมาณ 99% ที่มีการส่งออกเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนก.ค.นี้

3.เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติหน้าใหม่มีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามมากขึ้นเนื่องจากรัฐบาลเวียดนามเตรียมเสนอร่างกฎหมายพัฒนาตลาดทุน เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนต่างชาติ และรองรับการ Upgrade เป็น “ตลาดเกิดใหม่” (Secondary Emerging market) ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เช่น การปรับ foreign limit เป็น 100% และการออก NVDR เป็นต้น ซึ่งในปี 62 เวียดนามมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ( FDI)เติบโตเฉลี่ย 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยไหลเข้าภาคอุตสาหกรรมการผลิตมากที่สุด

4.รัฐบาลเวียดนามเตรียมพัฒนาประเทศต่อเนื่อง ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก รองรับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ปี 64 คาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ6.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 5.การเมืองมีเสถียรภาพ แม้ภายในปี 63 จะมีการเลือกตั้งใหม่ แต่ด้วยระบบการเมืองที่มีความคล้ายคลึงกับประเทศจีนจึงไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

“แม้ในระยะสั้นตลาดหุ้นเวียดนามยังไม่ได้ถูกปรับอันดับขึ้น แต่การที่ตลาดหุ้นคูเวตได้เลื่อนชั้นจากกลุ่มประเทศตลาดชายขอบ(Frontier Market)ไปอยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะส่งผลให้ตลาดหุ้นเวียดนามได้เพิ่มสัดส่วนน้ำหนักการลงทุนในดัชนี MSCI กลุ่ม Frontier Market จากสัดส่วน 12.3% ขึ้นเป็น 30% สูงกว่า 1 เท่าตัว”นายบรรณรงค์ กล่าว

สำหรับการลงทุนใน DR“E1VFVN3001”จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนในหุ้น หรือ ETF ต่างประเทศที่ไม่ต้องการความยุ่งยากจากการไปลงทุนตรงในต่างประเทศ และต้องการลงทุนระยะกลาง-ยาว มากกว่าการซื้อรายวัน โดยผู้ที่สนใจลงทุนDR “E1VFVN3001” สามารถซื้อขายได้ง่ายๆ ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีอยู่กับแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้บริการอยู่แล้ว ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bualuang.co.th/dr หรือ 0-2 618-1111


You must be logged in to post a comment Login