วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2565

ทุกขลาภ? / โดย พระพยอม กัลยาโณ

On October 7, 2016

คอลัมน์ : สำนักข่าวพระพยอม
ผู้เขียน : พระพยอม กัลยาโณ

ตอนนี้บางคนก็ชื่นชมนายกรัฐมนตรีว่าเป็นลูกผู้ชาย ชายชาติทหารเต็มตัว แต่เรื่องหนึ่งคือเมื่อไปต่างประเทศการเข้ามาสู่ตำแหน่งไม่สง่างาม พูดง่ายๆว่ามาทางลัดที่โลกเขาไม่ยอมรับ ท่านก็ยอมรับเรื่องนี้ แต่ท่านก็ต่อว่าสื่อว่าทำไมไม่ช่วยชี้แจงประชาสัมพันธ์ว่า ที่ต้องยึดอำนาจเพราะต้องการยับยั้งไม่ให้คนไทยฆ่ากัน เมื่อไม่ช่วยเผยแพร่ข่าวตีข่าวแล้วยังลงข่าวซ้ำเติมเรื่องนี้อีก เลยทำให้ต้องบ่นออกมาหน่อยว่า สื่อทำไมไม่ช่วยเลย เข้ามาก็มาช่วงเวลาสั้นๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้คนกำลังสนใจคือ เรื่องอนาคตในวันข้างหน้า ออกแบบออกแปลนอย่างไร จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอีกหรือไม่ คือ “บิ๊กตู่” จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไหม ท่านก็บอกว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะตอบ มันเรื่องอนาคต เอาปัจจุบันมาแก้ปัญหาก่อน อนาคตอย่าเพิ่งไปว่า ถ้าตอบว่าใช่ แน่นอนคงเรียบร้อย โดนถล่มแน่ว่าหลงอำนาจ หลงใหลอยากเป็นใหญ่เป็นโต คงเสียฟอร์ม แต่ยังดีที่รักษาฟอร์มไม่ตอบ คือ นายกฯพล.อ.ประยุทธ์เอาตัวรอดได้ ตอบไปก็มีพวกที่เล่นงานแน่

ก็น่าเห็นใจจริงๆ ถ้าสื่อช่วยสักนิดหนึ่ง แต่นายกฯ ก็ต้องไม่ลืมโรดแม็ปมีระยะเวลาเท่าไร เดี๋ยวก็มีคนมาร้องเพลงทวงถามอีก ขอเวลาไม่นานจะคืนประชาธิปไตยให้กับปวงชนนั้น จะโหยหาให้ทหารมาแก้ไขอีกหรือไม่ ประชาชนเตรียมใจเลยว่า ถ้าตราบใดนักการเมืองยังเล่นกันอยู่อย่างทุกวันนี้ ยังไงก็มีคนโหยหาการรัฐประหารอีก แทนที่จะมานั่งคิดเรื่องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือในอนาคต ก็ไปดึงเรื่องในอดีตมาไล่ล่ากัน อย่างเรื่องน้ำท่วม ใครเป็นต้นเหตุ จำนำข้าวก็เล่นย้อนเกล็ดกัน

อาตมาก็ไม่รู้ ไม่ได้ดูข่าวบางช่วง แต่พอมาดูก็รู้สึกตกตะลึงคำว่า “เจตนา” ในการทำงานรักษาบ้านเมืองกับ “เจตนา” ที่จะรักษาฐานคะแนนเสียงนั้นมันแยกกันไม่ออก บางทีเผลอๆจะเพื่อรักษาฐานคะแนนมากกว่าจะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วยซ้ำ

ดูได้จากคุณหมอคนหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ที่คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.เอามาแฉว่า ไปเอาข้าวเน่ามากลางสภาได้ยังไง ให้คนแบกมาแล้วก็เอามาให้สภาดู แล้วก็ทำท่าจะร้องไห้ คุณณัฐวุฒิจึงบอกว่าพวกนี้ไปขโมยมาจากไหน เพราะถ้าเอาข้าวออกมาก็ต้องมีกุญแจไขถึง 3 ฝ่าย เอามาได้อย่างไร เอามาจากไหน

คุณหมอแกก็บอกว่าเอามาจากแถวจังหวัดสุรินทร์ ถ้าอย่างงั้นก็แจ้งความเลยว่าไปขโมยข้าวออกมา พรรคประชาธิปัตย์ที่นั่งฟังทีแรกคงก็นึกว่าเพื่อไทยตายแล้ว ที่ไหนได้ พอโดนย้อนเกล็ดว่าจะแจ้งความว่าขโมยข้าว ปรากฏว่าบรรดา ส.ส.ในสภาต่างลุกหนีออกไปนอกห้องหมดเลย ไม่เหลือเลย แม้แต่หมอคนนั้น แสดงว่าจะทุบเขา แต่กลับเข้าตัวเอง อย่างโบราณว่า “ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว”

ตอนนี้ไม่รู้คดีที่แจ้งความตำรวจคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว ถ้ามีเจตนาบริสุทธิ์ก็คงไม่มีปัญหา ดังนั้นเรื่องเจตนาของนักการเมืองต้องดูว่าเพื่อรักษาประโยชน์ของบ้านเมืองหรือไม้ ถ้าไม่ก็จะได้บทเรียนอย่างที่ผ่านมาคือการยึดอำนาจโดยท็อบบู๊ตก็จะเข้ามาไม่สิ้นสุด เป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้แหละ ถ้าตราบใดที่ไม่มองไปข้างหน้า อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยพูดว่า นักการเมืองพวกเราได้บทเรียนแล้ว คงจะเล่นกันแบบอุ้มสมกันมากกว่าไล่ถล่มกันจนมันเสียหาย

ถ้ามีสำนึกกันเมื่อไร ก็เชื่อว่าประเทศไทยคงจะมีระบบการเมืองที่ทหารไม่ต้องเข้ามายุ่ง ทหารก็อยู่ในกรมกองไป ทหารก็ได้บทเรียนเหมือนกันว่า ที่ออกมานี่ก็เจ็บตัวเจ็บปวดเหมือนกัน แม้แต่ลูกน้องเครือญาติ ถึงจะได้ลาภได้ยศ มันก็เป็นทุกขลาภ ก็คงทำให้เข็ดขยาดกันบ้าง ถ้าไม่เข็ดขยาดก็เชื่อเหลือเกินว่า เมืองไทยไม่พ้นวงจรอุวาทว์สลับสับเปลี่ยนการยึดอำนาจกับการมีประชาธิปไตย สลับขั้วกันไปเรื่อยๆ แม้ไม่ถึงกับเป็นแบบพม่า แต่ทั่วโลกก็แซงชั่น ถูกโดดเดี่ยว ยังไงก็ต้องกลับมาคบหาสมาคมกับประชาคมโลก

เจริญพร


You must be logged in to post a comment Login