วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

‘ศัตรูประชาชน’ไม่มีที่หลบหนี! / โดย Pegasus

On September 26, 2016

คอลัมน์ : เพื่อชาติประชาชน
ผู้เขียน : Pegasus

ในสมัยโบราณของยุโรปเมื่อหลายร้อยปีก่อนเปรียบเทียบได้กับสังคมไทยสมัยปัจจุบัน ยุโรปเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ยุคแห่งแสงสว่างทางปัญญา” หรือ “ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ” ชาวยุโรปได้อ่านหนังสือพิมพ์ของกูเตนเบิร์ก และอ่านพระคัมภีร์ไบเบิลจากแท่นพิมพ์แห่งแรกที่เลียนแบบการสร้างหนังสือของชาวจีน แต่ทันสมัยกว่า รวดเร็วกว่า กว้างขวางกว่า คนที่เคยเกรงกลัวอำนาจลึกลับที่มองไม่เห็นของพระเจ้าที่นักบวชในยุคนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างเสริมอำนาจในการปกครองและแสวงหาอำนาจของตนก็เริ่มตระหนักรู้ว่า สิ่งที่นักบวชเหล่านั้นพูดกับพระวจนะในพระคัมภีร์นั้นแตกต่างกัน เกิดสงครามและการชิงอำนาจต่างๆตามมามากมายหลังจากนั้น แต่โดยรวมแล้วคือการไม่ยอมรับศาสนจักรที่ครอบงำคนมาแล้วพันกว่าปี ภาษาตอนนี้เรียกว่า “ตาสว่าง”

เมื่อเข้าสู่ยุคแห่งการแสวงหาความรู้และยุคของเหตุผล นำมาซึ่งวิชาการต่างๆในโลกยุคใหม่ ทำให้เกิดวิทยาการและการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป เพียงชั่วเวลาสั้นๆช่วงเดียวกันกับที่ทางราชสำนักจีนยังคงจมปลักอยู่ในโลกเก่า จึงพ่ายแพ้ต่อคนจากเกาะเล็กๆที่เรียกว่าญี่ปุ่นที่เคยเป็นน้องเล็กตลอดมาแต่เปิดรับเทคโนโลยีและวิถีชีวิตแบบตะวันตก

สิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดแน่ๆคือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกการผลิตแบบใหม่ และอำนาจทางการเมืองที่ประชาชนไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างกลุ่มทุนผูกขาดสามานย์จำนวนน้อยนิด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าที่ดินหรือผู้ครอบครองปัจจัยการผลิตที่ไม่เป็นธรรม ในยุโรปจึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงบ้าง อย่างสันติบ้าง แต่ทั้งหมดอำนาจจะไหลจากคนกลุ่มน้อยไปยังคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะใช้กลเม็ดหรือหลอกลวงใดๆก็ไม่อาจต่อต้านได้

ในหลายประเทศก่อนจะยอมเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์จะมีความพยายามดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและใช้พลังทางเศรษฐกิจครอบงำประชาชน ทั้งเยอรมนี อิตาลี หรืออเมริกาใต้ ผู้นำเหล่านี้ไม่ถูกประหารชีวิต ฆ่าตัวตาย ก็ลี้ภัยไปตายต่างแดน มีไม่กี่คนที่มีชีวิตที่ดี เช่น ฟรังโกแห่งสเปน

ทุกครั้งในการหลอกลวงประชาชนจะพูดเสมอว่า ระบบของชาวแองโกล-แซกซอนได้แก่สหรัฐและอังกฤษไม่เหมาะกับประเทศของตนด้วยข้อแก้ตัวต่างๆนานา แต่สุดท้ายพลังของข้อมูลและเหตุผลของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นก็ไม่สามารถหลอกลวงได้อีกต่อไป

คำถามคือ ประเทศไทยเป็นประเทศสุดท้ายในโลกที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้เมื่อไร? คำตอบที่น่าจะชัดเจนคืออีก 20 ปีตามยุทธศาสตร์ชาติ หากไม่มีการยืดอายุอีกและการรู้ข่าวสารข้อมูลของประชาชนที่ถูกล้างสมองจะมีจิตสำนึกเป็นเสรีชนมากน้อยแค่ไหน จะสมัครใจเป็นทาสอีกยาวนานแค่ไหน?

เหมือนชาวยุโรปที่ตื่นจากการหลับใหลและประชาชนทั่วโลกตื่นจากการถูกหลอกลวง คนไทยคงต้องรอเวลาที่จะตื่นรู้ ตื่นจากภวังค์และการสะกดจิตทั้งหลาย ตัวชี้วัดคือดูข่าวที่มีสาระ ติดตามข่าวเศรษฐกิจมากขึ้น การเข้าถึงวิทยาการต่างๆในต่างประเทศมากขึ้น ถกเถียงกันอย่างมีสติมากกว่าใช้คำพูดดูถูกและก่นด่ากันที่เรียกว่า “สติมา ปัญญาเกิด”

สิ่งที่จะตามมาหลังจากประชาชนตื่นตัว เข้าใจปัญหาของตัวเองอย่างแท้จริงและมีความกล้าจะต่อสู้กับระบบทุนนิยมผูกขาดอย่างถอนรากถอนโคนคือ การปฏิรูปหรือการปฏิวัติอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นไปอย่างสันติหรือไม่สันติก็ตาม

ผู้ที่กระทำต่อประชาชนหรือตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม อาจกระหยิ่มว่าตนกำลังมีอำนาจ แต่ต้องเข้าใจว่าอำนาจนั้นไม่ยืนยาวหากไม่มีความเป็นธรรม ตัวอย่างผู้พิพากษา หากคนสงสัยว่าทำไมคำตัดสินจึงไม่มีญาติพี่น้องหรือนักโทษล้างแค้นภายหลัง เพราะผู้พิพากษาใช้อำนาจด้วยดุลยพินิจและหลักฐานอย่างรอบคอบ ไม่มีใบสั่ง จำเลยจึงยอมรับคำพิพากษา แม้คำตัดสินอาจผิดพลาดก็ยังไม่เอาความ เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าระบบความยุติธรรมพึ่งพาได้

ทางตรงกันข้ามในประเทศที่มีการต่อสู้ ฆ่ากัน ล้างแค้นกันจากการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม เมื่อผู้คนไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม ไม่มีความเสมอภาค กฎหมายก็เลือกปฏิบัติ ผู้พิพากษาก็ไร้ความหมาย

ไม่ต้องดูไกล แค่กรณีการแข่งขันฟุตบอลลีกในประเทศ เวลาคนดูเห็นว่าผู้ตัดสินไม่เป็นกลางก็จะลงไปทำร้ายให้เห็นหลายครั้ง การแก้ปัญหาไม่ใช่ไล่จับคนดูที่ไม่มีวินัยเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน ซึ่งไม่ใช่เงินค่าตอบแทน แต่เป็นศักดิ์ศรีและเกียรติ ซึ่งต้องตัดสินอย่างเป็นธรรมตามกฎกติกา

ดังนั้น เมื่อเกิดความไม่เป็นธรรมก็จะเกิดความรุนแรงจนอาจเกินกว่าจะควบคุมได้ และสุดท้ายอาจกลายเป็นสงครามเช่นในยุโรป ซึ่งอาจกินเวลาหลายปีหรือหลายสิบปีกว่าการต่อสู้ การล้างแค้นจะสิ้นสุด จึงประมาทความรู้สึกของมนุษย์ไม่ได้เด็ดขาดเหมือนกันทุกประเทศทั่วโลก เป็นสิ่งที่ควรตระหนัก


You must be logged in to post a comment Login