วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

กว่าจะถึงวันนั้น / โดย บ.สันติสุข

On September 26, 2016

คอลัมน์ : แสงธรรม
ผู้เขียน : บ.สันติสุข

ใครเห็นภาพนี้แล้วคงสะท้อนใจ เด็กนักเรียนหญิงตัวผอมคุกเข่าต่อหน้าครู ทั้งหมอบทั้งคุกเข่า ในขณะที่ครูยืนผงาดมือถือไมโครโฟน ไม่ใช่ในห้องเรียน ไม่ใช่ในห้องพักครู แต่หน้าเสาธงโรงเรียน ขณะที่นักเรียนทั้งโรงเรียนนั่งเป็นแถวเป็นระเบียบ

เห็นภาพข่าวครั้งแรกนึกว่าครูกำลังอบรมนักเรียน สอนให้เด็กรู้จักคุกเข่า รู้จักที่ต่ำที่สูง แอบดีใจไปกับเด็กๆที่ยังได้รับการอบรมให้ยืน ให้นั่ง ให้คุกเข่าเรียบร้อยสำรวมตน ต่างกับที่เห็นกันทุกวันนี้จะนั่งจะยืนไม่รู้จักเก็บมือเก็บเท้าเก็บเข่า

แต่พออ่านรายละเอียด จิตใจที่กำลังชื่นชมต้องหดหู่ลงบัดดล เพราะไม่ใช่การอบรมหน้าเสาธงอย่างที่คิด แต่เป็นทั้งการคาดโทษ เป็นทั้งการประจานราวกับเด็กไปทำเรื่องร้ายแรงเสื่อมเสีย ทั้งที่เป็นแค่เรื่องเต้าหู้ไข่ในรายการอาหารกลางวันที่เด็กกินไม่ได้ กินแล้วแพ้ กินแล้วไม่สบาย กลับทำให้เป็นเรื่องใหญ่ถึงขนาดเสื่อมเสียชื่อเสียงของโรงเรียน ครูจึงต้องออกมาปกป้อง ยื่นคำขาดให้เด็กกราบขอขมาต่อหน้าครูนักเรียนทั้งโรงเรียน ต่อหน้าผู้คนทั้งประเทศ โดยไม่นำพาความรู้สึกของเด็ก

เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ยังไงชื่อเสียงของโรงเรียนต้องมาก่อน ยังไงครูทำอะไรถูกเสมอ โดยไม่ฉุกคิดสักนิดว่า นี่คือหนึ่งตัวแปรปัญหาการศึกษาบ้านเรา ปฏิรูปการเรียนการสอนกันมากว่าสิบปีก็ยังไม่ได้ก้าวไปไหน

ปฏิรูปการศึกษาแต่ไม่ปฏิรูปครู การเรียนการสอนยังเอาครูเป็นใหญ่ ครูรู้เท่าไรเด็กก็รู้เท่านั้น ทั้งที่โดยอาชีพ โดยจรรยาบรรณ สอนแล้วเด็กต้องรู้มากกว่าครู

ปฏิรูปการศึกษาแต่ไม่ปฏิรูปการสอน วิธีการเรียนการสอนเป็นแบบเดิมๆ ทั้งที่รู้ว่าเด็กมีสมาธิสั้นลงไปทุกวัน ทั้งที่มีเทคนิคหลากหลายรูปแบบให้ใช้

ปฏิรูปการศึกษาแต่ไม่ปฏิรูปการบริหารแบบครบองค์ เอาแต่เน้นชื่อเสียงโรงเรียนเป็นหลัก เด็กจะดี เด็กจะเกเร เด็กจะมีความสุข เด็กจะมีปัญหา แค่สอบติดมหาวิทยาลัยยกชั้นก็ถือว่าเข้าเป้า

เอาไปเอามา ปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องของกระทรวง หารือด้านนโยบาย ดูแนวทางมองหาเป้าหมาย โดยที่ “บุคคลเป้าหมาย” ไม่มีส่วนรู้ส่วนเห็น ไม่มีปากมีเสียง ได้แต่คอยเป็นหนูทดลองไปเรื่อย ดังที่สะท้อนให้เห็นในภาพข่าววันนั้นที่หน้าเสาธง เด็กกราบขอขมาคุณครู…ขอขมาโรงเรียน


You must be logged in to post a comment Login