วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563
ข่าวด่วน
  • add friends

การเดินทางของวิญญาณ (ตอนที่ 5)

On August 7, 2020
santitum

คอลัมน์ : สันติธรรม

ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน

(โลกวันนี้วันสุข ประจำวันที่ 7-14 ส.ค. 2563)

การมีอยู่ของนรกและสวรรค์เป็นความจริงและเป็นหลักความเชื่อที่มีอยู่ในคำสอนของทุกศาสนา เนื่องจากพระเจ้าเป็นผู้ทรงยุติธรรม ถ้าพระองค์ไม่สร้างสวรรค์ไว้ตอบแทนคนทำความดีอย่างเหมาะสม และไม่สร้างนรกไว้ลงโทษคนทำความชั่วอย่างสาสม มนุษย์จะไม่ได้รับความยุติธรรมที่สมบูรณ์

แม้มนุษย์ยอมรับว่าความยุติธรรมเป็นคุณธรรมขั้นสูง แต่เพราะมนุษย์ไม่สมบูรณ์และมีเวลาอันจำกัดอยู่บนโลก ความยุติธรรมในหมู่มนุษย์จึงไม่สมบูรณ์ไปด้วย ความดีที่โธมัส อัลวา เอดิสัน ทำไว้โดยการสร้างหลอดไฟให้โลกสว่างไสวเป็นความดีที่ต้องตอบแทนอย่างมากมายมหาศาล แต่ถึงกระนั้นเขาก็มีอายุไม่ยาวพอที่จะมีความสุขจากรางวัลตอบแทนที่เขาได้มา

ในทางตรงข้าม ฆาตกรบางคนมีผิดฐานฆ่ายกครัว แต่เสียชีวิตก่อนถูกลงโทษตามคำพิพากษา ถ้าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน อาชญากรสงครามที่บงการทหารให้ฆ่าคนบริสุทธิ์นับพันถูกประหารชีวิตครั้งเดียวก็ไม่สามารถฟื้นขึ้นมาให้ถูกประหารครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเป็นการรับโทษสำหรับชีวิตของอีกหลายคนที่ตายไปเพราะคำบงการของเขา

คนอย่างโธมัส อัลวา เอดิสัน ควรต้องได้รับเวลาอันนิรันดรในการมีความสุขเป็นรางวัลตอบแทนการงานที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ของเขา และอาชญากรสงครามก็ควรต้องถูกลงโทษอย่างยาวนานนิรันดรเช่นกัน แต่ปัจจัยแห่งเวลาที่จำกัดของโลกนี้ทำให้ความยุติธรรมที่สมบูรณ์ไม่อาจเกิดขึ้นได้

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมต้องมีโลกอีกโลกหนึ่งที่มีเวลายาวนานต่างจากโลกใบนี้

หลังความตายมีโลกแห่งสุสานที่วิญญาณของมนุษย์ไปรวมกันอยู่ที่นั่นเพื่อรอวันพิพากษา ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะมาถึงเมื่อใด เวลาในโลกแห่งสุสานจึงยาวนานต่างไปจากเวลาบนโลก หากใครนึกภาพความแตกต่างกันของเวลาระหว่างโลกนี้กับโลกแห่งสุสานไม่ออก โลกที่เราอาศัยอยู่ก็มีความแตกต่างของเวลากลางวันที่ขั้วโลกเหนือกับเวลากลางวันที่เส้นศูนย์สูตรให้เห็นเป็นตัวอย่าง

Al

ชาวยิว ชาวคริสเตียน และชาวมุสลิมมีความเชื่อในเรื่องโลกหลังความตายเหมือนกัน เพราะบรรดานบีของพระเจ้าได้นำความจริงในเรื่องนี้มาบอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่เมื่อนบีจากไปและผู้คนเริ่มหันห่างจากการศึกษาคัมภีร์ทางศาสนา ผู้คนได้หลงลืมเรื่องนี้ไปหรือคิดว่าตัวเองยังไม่ตายง่ายๆ จึงใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ

คัมภีร์กุรอานเล่าว่า หลังสมัยพระเยซูเด็กหนุ่มจำนวน 7 คน ได้ยอมรับความศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวและการฟื้นคืนชีพหลังความตายที่พระเยซูนำมาสอน หลังจากนั้นเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ได้พยายามเผยแผ่คำสอนของพระเยซูในอาณาจักรโรมันไบแซนติน ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์

เมื่อเดสิอุส กษัตริย์โรมันในเวลานั้น รู้ว่าเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นทำการเผยแผ่คำสอนศาสนาที่ขัดกับความเชื่อของคนในอาณาจักร กษัตริย์ได้สั่งให้ทหารไปจับตัวเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นมาเพื่อไต่สวนและให้เลิกเผยแผ่คำสอนของพระเยซู หรือมิเช่นนั้นต้องถูกประหาร แต่เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นยังโชคดีที่กษัตริย์ให้เวลาไปคิดเพื่อตัดสินใจ

ในช่วงเวลาที่มีโอกาสได้ตัดสินใจนั้นเอง เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นได้หนีออกจากเมืองไปหลบอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งและหลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมาทุกคนต่างสงสัยว่าตัวเองหลับไปนานเท่าใด ด้วยความหิวเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นจึงให้เพื่อนคนหนึ่งออกจากถ้ำไปซื้อของกินในเมือง และกำชับเพื่อนว่าอย่าบอกให้ใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ในถ้ำ เพราะกลัวว่ากษัตริย์จะส่งทหารมาจับตัวไปลงโทษ

เมื่อเด็กหนุ่มนำเหรียญทองที่ใช้กันอยู่ในสมัยของกษัตริย์เดสิอุสไปซื้ออาหาร พ่อค้าที่ขายของได้ถามเด็กหนุ่มด้วยความประหลาดใจว่าไปเอาเหรียญกษาปณ์นี้มาจากไหน เพราะมันเป็นเหรียญที่ใช้เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว

พอผู้คนรู้เรื่องราวของเด็กหนุ่มจึงพากันมารุมล้อมถามถึงความเป็นมาเป็นไป เพราะในตอนนั้นอาณาจักรโรมันได้นับถือศาสนาคริสต์แล้ว แต่ชาวเมืองมีความสงสัยในเรื่องการฟื้นคืนชีพหลังความตายและหาคำอธิบายไม่ได้ เรื่องราวการนอนหลับอันยาวนานถึง 200 กว่าปีของเด็กหนุ่มกลุ่มนี้จึงทำให้ผู้คนหมดความสงสัย

เมื่อกษัตริย์โรมันที่ศรัทธาในคำสอนของพระเยซูรู้เรื่องนี้ เขาจึงเดินทางมาหากลุ่มเด็กหนุ่มด้วยตัวเอง หลังจากนั้นเมื่อเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดเสียชีวิตในถ้ำ กษัตริย์และผู้คนจึงสร้างอนุสรณ์สถานเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดไว้ที่บริเวณถ้ำเพื่อเป็นการเตือนใจถึงการหลับอันยาวนานของเด็กหนุ่มกลุ่มนั้น


You must be logged in to post a comment Login