วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

‘ยอมถอย’ความขัดแย้งจบ / โดย Pegasus

On August 21, 2017

คอลัมน์ : เพื่อชาติประชาชน

ผู้เขียน : Pegasus

ความขัดแย้งในทุกภาคส่วนทุกแห่งขณะนี้เกิดจากความไม่ยุติธรรม การใช้กำลังข่มขู่คุกคามและจับกุมฝ่ายเดียว การเอารัดเอาเปรียบฝ่ายเดียว สุดท้ายก็จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและไม่อาจเกิดความปรองดองได้

การพยายามสร้างความปรองดองกลายเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่ความตั้งใจจริง เมื่อประชาชนเห็นว่าไม่ใช่ของจริงก็ไม่ยอมรับ แม้อำนาจการปกครองยังมีอยู่ แต่ก็ไม่สามารถจับกุมคุมขังเพื่อปิดปากฝ่ายที่เห็นต่างได้ตลอดไป การมีอำนาจเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการต่อสู้มาอย่างยาวนานย่อมมีการสูญเสียมากและควบคุมได้ยาก เพราะความแตกแยกจะขยายตัวเกินกว่าที่คิด ถ้าคิดจะสร้างความปรองดองอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้สังคมแตกแยกอย่างไม่สิ้นสุดหรือเกิดความรุนแรง ผู้มีอำนาจเพียงแค่ “ถอย” เท่านั้น ความขัดแย้งก็จะยุติลงอย่างง่ายๆ

เหตุผลที่สนับสนุนการยอมถอยของผู้มีอำนาจเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของโลก ไม่ว่าชาติใดที่ประชาชนอยู่อย่างสงบเป็นปรกติ เพราะผู้มีอำนาจรู้จักการใช้อำนาจ แต่หากผู้มีอำนาจพยายามรักษาอำนาจไว้ให้นานที่สุดและยังถืออำนาจเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการยึดถือตัวบุคคลหรือแกนนำเพื่อให้ฝ่ายตนมีอำนาจ โดยเฉพาะการสร้างสถานการณ์ต่างๆที่ไม่เป็นธรรม ก็ไม่มีวันที่สังคมจะเกิดความปรองดอง

ที่สำคัญเมื่อไม่มีความปรองดองก็จะนำมาซึ่งความขัดแย้งแตกแยกและการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ตัวอย่างมีให้เห็นทั่วโลกที่ผู้นำประเทศถูกประชาชนโค่นล้ม เพราะคิดว่ามีอำนาจ มีทรัพย์สินเงินทอง มีปืน มีสายลับคอยไล่จับผู้เห็นต่างแล้วจะมีความมั่นคง ประเทศอื่นๆจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ไม่สนใจ ถือว่าประเทศที่ตนมีอำนาจนั้นมีความแตกต่างหรือมีข้อยกเว้น การคิดดังกล่าวมีแต่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง

ในทุกสังคมที่มีความแตกแยกและเกิดความปรองดอง การแก้ปัญหาทุกประเทศมีไม่กี่เงื่อนไข และที่เหมือนกันทุกประเทศคือ การคืนอำนาจให้ประชาชน ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกผู้นำประเทศที่เขาชื่นชอบ คืนความยุติธรรมที่เป็นธรรมและเสมอภาคให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย

เมื่อประชาชนเกิดความมั่นใจ เกิดความเชื่อมั่นในกลไกของสังคมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้มีความเห็นที่แตกต่าง ความปรองดองที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นเอง

ดังนั้น ประชาชนที่ถูกกดขี่ย่อมต้องต่อสู้ต่อต้านผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม หากผู้มีอำนาจคิดแต่จะทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามที่ขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนการทำรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อกระชับอำนาจของตนเองและพวกพ้อง สังคมก็ต้องเกิดความขัดแย้งและการต่อสู้  สังคมเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน การเมืองก็เปลี่ยน

แม้ผู้ถูกกดขี่จะถูกจับกุมคุมขังคนแล้วคนเล่า ก็จะเกิดคนใหม่ออกมาต่อต้านต่อสู้ ไม่ว่าจะแพ้อีกครั้ง การต่อสู้ก็จะไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าประชาชนที่ถูกกดขี่จะได้ชัยชนะ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง แม้หลายกรณีจะจบลงด้วยความรุนแรงและความสูญเสียอย่างมากมายก็ตาม

ดังนั้น ผู้มีอำนาจที่รู้จักการใช้อำนาจและใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมและสร้างสรรค์ก็ต้องรู้จักผ่อนปรน เพื่อทำให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความเห็นต่าง การเปลี่ยนผ่านก็จะเป็นไปโดยสันติวิธี

การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสันติวิธี บ้านเมืองก็จะเกิดความเห็นอกเห็นใจและร่วมกันทำให้บ้านเมืองสงบและสันติ ที่สำคัญผู้มีอำนาจต้องยอมถอยเท่านั้น เลิกการกวาดล้างฝ่ายที่เห็นต่างโดยไม่เป็นธรรม ยอมถอยเพื่อชาติ บ้านเมืองก็จะเกิดความปรองดองและสงบสันติ


You must be logged in to post a comment Login