วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565

ทฤษฎีสมคบคิด! / โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

On December 1, 2016

คอลัมน์ : โดนไป บ่นไป
ผู้เขียน : น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ปลายเดือนพฤศจิกายนอากาศหนาวเริ่มมาเยือนบ้างแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ในกรุงเทพมหานครต้องบอกว่าร้อนสุดๆ สำหรับคนเมืองคงต้องยอมรับว่าโหยหาอากาศแบบนี้ไม่น้อย เพราะมีอุณหภูมิกำลังดี ไม่ร้อนและไม่หนาวมากจนเกินไป ยิ่งเวลาเช้าๆนักจ๊อกกิ้งทั้งหลายคงไม่ยอมพลาดกันแน่ๆ เพราะอากาศดีเหมาะกับการออกกำลังกายที่เป็นยาวิเศษของมนุษย์ทุกคน นอกจากจะทำให้เราสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว ยังทำให้เรามีร่างกายแข็งแรงและอายุยืนยาวไปได้อีกนานเท่านาน

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมาผมเห็นท่านผู้นำสูงสุดออกมานำข้าราชการออกกำลังกายกันในเวลาบ่ายสามโมงของวันพุธที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่ได้มีอะไรเสียหาย ยกเว้นการออกกำลังกายกลางแจ้งตอนบ่ายสามที่แดดยังเปรี้ยงอยู่อาจไม่เหมาะกับข้าราชการบางคน โดยเฉพาะท่านผู้สูงอายุทั้งหลาย

จริงๆแล้วถ้ารอให้ถึงเวลาเลิกงานก่อนแล้วค่อยขยับออกมาเอ็กเซอร์ไซส์กันสักบ่ายสี่ก็น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะการออกกำลังกายกลางแดดแบบนั้นอาจเกิดโทษมากกว่าเกิดประโยชน์ ขนาดท่านผู้นำเป็นอดีตทหาร เคยฟิตมาขนาดไหน แต่เมื่อสูงอายุขนาดนี้แล้วก็น่าเป็นห่วงจะเป็นลมเป็นแล้งอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเห็นนักข่าวแซวว่าท่านออกอาการเป่าฝุ่นหอบแฮกๆอยู่นานทีเดียว ถ้าท่านเป็นอะไรไปแฟนคลับจำนวนมากคงทำใจไม่ได้แน่นอน

เรื่องการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี 100% ผมขอยกมือสนับสนุนนโยบายนี้อย่างเต็มที่ แต่ต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง เหมือนกับรัฐบาลสมัยนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เคยขับเคลื่อนโครงการประกันสุขภาพทั่วหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ไม่ใช่เพียงแค่ให้บริการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพด้วยราคาแค่ 30 บาท แต่แก่นแท้ของนโยบายคือ ดูแลพี่น้องประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำนั่นเอง

การดูแลตั้งแต่ต้นน้ำหมายถึง การทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพ สุขลักษณะ การรับประทานอาหาร ตลอดจนการออกกำลังกาย ซึ่งทั้งหมดเป็นรากฐานที่ทำให้ทุกคนมีสุขภาพดีและไม่ป่วย เมื่อไม่ป่วยก็ไม่ต้องมารักษา เมื่อไม่ต้องมารักษา รัฐบาลก็ไม่ต้องอุดหนุนงบประมาณมากจนเกินไป กระบวนคิดที่เป็นระบบเช่นนี้นี่เองที่ทำให้โครงการ 30 บาทโด่งดังและเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

บ่นเรื่องสุขภาพให้ฟังแล้วก็ทำให้ผมอดจะบ่นถึงเรื่องเศรษฐกิจบ้านเราขณะนี้ไม่ได้จริงๆ การดูแลสุขภาพกับการดูแลเรื่องเศรษฐกิจก็น่าจะมีหลักคิดที่ไม่แตกต่างกันมากนัก การที่รัฐบาลนำข้าราชการมาออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการรักษาสุขภาพแบบประเดี๋ยวประด๋าวนั้นย่อมไม่สามารถทำให้พี่น้องประชาชนมีสุขภาพดีได้ฉันใด การแจกเงินที่รัฐบาลตั้งใจจะทำคล้ายๆกับการแจกเช็คช่วยชาติที่เคยมีคนทำมาแล้วก่อนหน้านี้ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถดถอยอยู่ในขณะนี้ได้ฉันนั้น

ใครที่เป็นนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ หรือเป็นแค่พนักงานก็ตาม ย่อมรู้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศป่วยหนักอยู่ในอาการโคม่า การที่รัฐบาลเลือกวิธีการแจกเงินจึงไม่ต่างกับการให้ยาแก้ปวดกับคนไข้ไอซียู เพราะทันทีที่ยาแก้ปวดออกฤทธิ์ ความเจ็บปวดที่มีก็บรรเทาเบาบางลงไปได้ระยะหนึ่ง แต่เมื่อยาหมดฤทธิ์ลงคนป่วยก็ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนเดิม และที่สำคัญก็คือ โรคร้ายที่มีอยู่ยังไม่ได้รับการรักษา ดังนั้น การตัดสินใจรักษาด้วยยาแก้ปวดเช่นนี้ผู้ป่วยก็ได้แต่รอวันตายเท่านั้น

ผมต้องยืนยันก่อนว่า ผมเห็นด้วยกับการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการแจกเงินให้กันเฉยๆ เพราะผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ได้เงินก้อนจิ๋วมาคงทำอะไรได้ไม่มาก ส่วนใหญ่นอกจากเอาไปใช้หนี้แล้วก็คงซื้ออะไรได้บ้างเล็กๆน้อยๆ แต่พอเงินหมดชีวิตก็วนกลับมาอยู่อีหรอบเดิม วิธีแก้ปัญหาแบบนี้แหละครับที่ผมเรียกว่าการให้ยาแก้ปวดเพื่อรักษาโรค

ยาที่ผู้มีรายได้น้อยอยากได้ไม่ใช่ยาแก้ปวด แต่ต้องเป็นยารักษาโรคนั้นๆได้จริงๆ ปัญหาของคนจนมีมากมายที่รอให้รัฐบาลเข้าไปแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดที่ทำกิน ตกงานจากการเลิกจ้าง ไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ถ้าผู้รับผิดชอบไม่ใช้สติปัญญาความรู้ความสามารถเข้ามาแก้ไข การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศย่อมล้มเหลวอย่างแน่นอน ฟันธง

ในอดีตที่ผ่านมามียารักษาโรคร้ายอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย เป็นยาที่สามารถสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพให้ทุกคนสามารถทำงานทำเงินทำกินกันได้อย่างมีความสุข ผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากคงคุ้นเคยกับยาที่เคยรักษาโรคให้กับพวกเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้านที่ถูกพัฒนาไปเป็นธนาคารหมู่บ้าน โครงการ SML ที่สร้างงานสร้างเงินในท้องถิ่น โครงการ OTOP ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ และยาตัวอื่นๆอีกมากมาย แม้แต่โครงการรับจำนำข้าวก็ใช่ ถ้าใครไม่เชื่อยังไม่ต้องไปถามชาวนา แต่ให้ไปถามพ่อค้าแม่ค้าทั้งประเทศดูเอาเองก็แล้วกันว่าตอนนั้นขายของดีแค่ไหน

สิ่งที่ผมนำมาบ่นให้ฟังในวันนี้ ผมตั้งใจอยากจะเตือนสติใครบางคนที่อาจจะคล้อยตามหรือหลงคารมว่านโยบายประชานิยมเป็นเรื่องที่เลวร้ายได้เห็นว่าที่แท้จริงแล้วอะไรกันแน่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ การที่รัฐบาลทหารประกาศแจกเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยต่างหากคือการหว่านเงินลงไปแบบให้เปล่า ซึ่งไม่ต่างกับการกล่าวหารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งว่ามีนโยบายที่ใช้งบประมาณชาติไปซื้อเสียงจากประชาชน แต่ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีงานทำ

ตรงกันข้ามกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การดำเนินนโยบายประชานิยมที่ผ่านมาในอดีตได้พิสูจน์ตัวเองจากผลงานที่เกิดขึ้นว่าสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไกลไปได้มากมายขนาดไหน ผมเชื่อเหลือเกินว่าใครก็ตามที่ปราศจากอคติย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าช่วงไหนที่เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่นมากกว่ากัน ยกเว้นแต่ใครบางคนที่ยังไม่ยอมลืมตาหรือชอบที่จะอยู่ใต้กะลาของมะพร้าวเท่านั้น

ท้ายที่สุดนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่านคงเห็นภาพทั้งหลายได้อย่างชัดเจนมากขึ้น การที่รัฐบาลทหารเลือกใช้วิธีประชานิยมเสียเองก็เป็นการยอมรับโดยปริยายว่าประชานิยมไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย แม้ว่านโยบายที่รัฐบาลท่านผู้นำเลือกมาใช้จะเป็นประชานิยมที่รัฐบาลเลือกตั้งที่มีสติปัญญาจะไม่มีวันเลือกใช้เลยก็ตาม

ดังนั้น อนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะการสมคบคิดกันของชนชั้นนำในการกำหนดเงื่อนไขต่างๆเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับประชามติล้วนแล้วแต่สร้างข้อจำกัดในการกำหนดนโยบายเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในอนาคต ซึ่งผมเชื่อว่าวันหนึ่งระเบิดเวลาลูกนี้ต้องระเบิดขึ้นอย่างแน่นอน


You must be logged in to post a comment Login