วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567

ทุกข์แบบเลื่อนระดับ / โดย พระพยอม กัลยาโณ

On October 18, 2016

คอลัมน์ : สำนักข่าวพระพยอม
ผู้เขียน : พระพยอม กัลยาโณ

อาตมาพูดถึงสถานการณ์ช่วงนี้ว่า คนไทยอย่าให้ความโศกเศร้าเข้าครอบงำจนกระทั่งเราสูญเสียสติปัญญา ซึ่งจิตแพทย์ จิตเวชก็ได้ประกาศออกมาแล้วว่า เป็นห่วงคนไทยช่วงนี้มาก เพราะรับแต่สื่อที่มีข่าวความโศกเศร้า ซึ่งสื่อก็ต้องเสนอไปตามมุมที่ไปทำมาไปถ่ายทอดจากคนโน้นคนนี้ที่มีความเศร้า ไม่มีสดชื่นเบิกบาน

ยิ่งเป็นช่วงที่โทรทัศน์ทุกช่อง มโหรสพต่างๆต้องหยุดต้องงดรายการบันเทิงสนุกสนานเป็นเวลา 1 เดือน ถ้าคนต้องอยู่ในอารมณ์โศกเศร้า 1 เดือนเต็มๆสภาพจิตจะเป็นอย่างไร เฉพาะฉะนั้นจิตแพทย์จึงได้บอกว่า ขอให้สื่อช่วยเสนอมุมมองที่ครึ่งทางได้มั้ย เอาเรื่องโศกเศร้าสักครึ่งหนึ่ง เรื่องที่ดีงาม อย่าไปพูดรำพึงรำพันเพ้อพกว่าเราหมดที่พึ่งแล้ว

ตามหลักศาสนาเราก็สวดกันทุกวัน “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” แล้วเราหมดที่พึ่งได้อย่างไร ยังมีคำสอนว่า “อัตตาหิ อัตโนนาโถ” อีก ตนเป็นที่พึ่งของตน ดังนั้น ใครที่ชอบพูดรำพึงรำพัน วิตกกังวลว่าตัวเองหมดที่พึ่ง ไร้ที่พึ่ง ขาดที่พึ่ง เราจะพึ่งในหลวงอย่างเดียวได้อย่างไรล่ะ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็สอนไว้แล้วว่าพึ่งตัวเองบ้าง จะให้พระองค์ท่านอยู่เป็นที่พึ่งตั้งแต่อายุ 18 ปีท่านครองราชย์จนอายุจะ 90 อยู่แล้วยังจะพึ่งพระองค์ท่านอีกหรือ ไม่สงสารพระวรกายพระองค์ท่านบ้างหรือ

เอาล่ะสรุปว่าอย่างนี้ โศกเศร้าได้ แต่อย่าเกิน 50 ได้มั้ย ถ้าเกิน 50 ปี เดี๋ยวจะต้องเป็นคนโรคจิต โรคประสาทแน่นอน

อีกอย่างหนึ่งการไว้ทุกข์ก็ต้องไว้ให้เป็น ตอนนี้อาตมาว่า เรื่องเชื่อถือการไว้ทุกข์ ใส่ชุดดำ จนเสื้อผ้าชุดดำขาดตลาด ราคาก็แพงขึ้น ก็อยากจะฝากบอกว่า การเชื่อเรื่องไว้ทุกข์สัก 3 ระดับ อธิบายสั้นๆ “ไว้ทุกข์แบบเลื่อนลอย ไว้ทุกข์แบบเลื่อนเปื้อน ไว้ทุกข์แบบเลื่อนระดับ” ขอให้เราศึกษาเรียนรู้เรื่องนี้กันบ้าง

เลื่อนลอยก็คือ กระแสเขามายังไง ถ้าใส่ชุดดำ เราก็ต้องใส่ชุดดำ ทำหน้าเศร้า เราก็เศร้า พูดง่ายๆ เลื่อนลอยไปตามเขา

ส่วนเลื่อนเปื้อนนี่ซิน่ากลัว คือ ไว้ทุกข์แบบจริงๆจังๆเลย ทุกข์กันจนกระทั่งสุขภาพจิตย่ำแย่ไปเลย ทุกข์จนกระทั่งไว้ทุกข์ไม่มีฉลาดเลย เอาทุกข์มาไว้ในอกในใจ ระทมขมขื่น รำพึงรำพัน ร่ำไห้วิตกลงกังวลว่า จะหมดที่พึ่งอะไรอย่างนี้ อันนี้เขาเรียกว่าเป็นคนไว้ทุกข์แบบเลื่อนเปื้อน

ขอย้ำว่า เราจะหมดที่พึ่งได้อย่างไร พระพุทธเจ้าก็สอนว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แล้วเราก็สวดมนต์ พระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา แล้วจะมาบอกว่าหมดที่พึ่ง เสียภูมิชาวพุทธจริงๆ

การไว้ทุกข์อีกระดับหนึ่งก็คือ ไว้ทุกข์แบบเลื่อนระดับ อันนี้หมายความว่าฉลาดมาก ไว้ทุกข์ให้กับไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์คือ อาการ 3 อย่างที่มีลักษณะประจำโลกเรา อนิจจัง อนิจลักษณะ ความไม่เที่ยง ทุกขลักษณะ ความคงทนอยู่ไม่ได้ อนัตลักษณะ ความไม่เป็นตัวตนถาวรนิรันดร์ตลอดกาล มีสภาพเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ไม่ว่าจะร่างกายของพระพุทธเจ้า พระวรกายของพระราชาทั้งหลาย ล้วนแต่สวรรคต ผุ เน่า เผาเสียไม่รู้กี่ร้อยกี่พันองค์แล้ว

ฉะนั้น การไว้ทุกข์ให้ไว้ที่ไตรลักษณ์ เรียกว่าไว้อาลัยแก่ไตรลักษณ์ จะทำให้เราฉลาด จะทำให้เลื่อนระดับในการไว้ทุกข์ ว่า จะต้องไม่เที่ยง ไม่ว่าสังขารของใครจะอยู่ไม่ได้ใน จะไพร่สามัญชน พระราชา พระมหากษัตริย์ จักรพรรดิ ล้วนแต่อยู่ในไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ถ้าเราเลื่อนระดับไว้ทุกข์แบบนี้ เราจะไม่ทุกข์เกินเลยแล้วเราจะทุกข์เป็นด้วย จะเอาทุกข์นั่นแหละมาสอนให้เรารู้สึกลึกซึ้งต่อไตรลักษณ์มากขึ้น เราจะได้อุทานบ้าง นี่แหละอนิจจัง นี่ไงทุกขัง นี่พระไตรลักษณ์

เมื่อเขาจะร้องอุทานว่าเกิดอะไรขึ้น โอ้ย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พุทโธ ธัมโม สังโฆ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชาวพุทธต้องรู้จักอุทานเรื่องนี้บ้าง ที่พึ่งของเราคือพระรัตนตรัย สิ่งที่เราต้องพิจารณาเป็นประจำคือ ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราต้องร้องว่า ไม่ว่าใครก็ต้องเป็นแบบนี้ เหมือนตัวเรา ตัวท่าน กายท่าน กายเรา ต้องเน่า ต้องเผา ต้องเปื่อย ถ้าพิจารณาอยู่เรื่อยๆตามที่พระพุทธสอนเราในเรื่องนี้ บุญที่สุดเลยมนุษย์เราที่เกิดมาเป็นเมืองพุทธนี่

พระพุทธเจ้าบอกว่า ทำบุญอะไรก็ไม่ได้บุญสูงเท่ากับเจริญอนิจจสัญญา เจริญความรู้ ความไม่เที่ยง คือ พระองค์ไม่จากเรา เราก็ต้องจากพระองค์ จะเป็นอยู่อย่างนี้แหละ ท่านเกิดก่อน ท่านก็ต้องจากไปก่อน บางทีเด็กก็จากก่อนท่านก็มี อายุไม่ทันมากก็จากก่อน พระราชาอายุมากก็มี เพราะฉะนั้น อย่าเศร้าโศก อย่าให้ทุกข์ครอบงำจนสติปัญญาหายหมด ถูกความทุกข์ครอบงำหมด เพราะมัวแต่ไว้ทุกข์

ที่สำคัญที่สุดพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราเป็นทุกข์ ยิ่งหลวงพ่อพุทธทาสเคยประกาศว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์ ท่านว่าอย่างนี้เลย เพราะฉะนั้น ใครเป็นทุกข์มาก ระวังน่ะโรคจิต ซึมเศร้า ว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว เพราะเราไปรู้สึกว่าเราไม่มีที่พึ่งแล้ว ก็ต้องฟังหมอ ฟังจิตแพทย์บ้าง และก็ต้องฟังธรรมะ คำเตือนบ้าง

เสียดายพระเมืองไทยมีเป็นแสนรูป ไม่รีบออกมาเตือนชาวพุทธที่อยู่ในสภาวะเศร้าโศก ต้องให้จิตแพทย์นำร่องออกมาเตือนก่อน ยังไงสื่อก็ขอให้ช่วยแสดง ช่วยนำข่าวว่า แม้พระวรกายของพระองค์จากเราไปอยู่ในพระบรมโกศ แต่โครงการพระราชดำริ ฝายน้ำ แก้มลิง อะไรต่างๆ ฯลฯ เราจะให้เข้าไปอยู่ในพระบรมโกศด้วยหรือ ของดีๆที่ท่านคิด ท่านทำ ท่านดำริไว้เนี่ย พวกเราอยู่นอกโกศ ไม่ควรจะเอาโครงการที่พระองค์ท่านดำริเอาไว้ในโกศด้วย พระสติปัญญาที่พระองค์ท่านให้ไว้กับพวกเรา เราจะต้องขับเคลื่อนกันต่อไปเพื่อความเจริญของประเทศไทย ถ้าพระองค์ท่านรู้ว่าพวกเราทำอย่างนี้ด้วยวิถีจิตวิญญาณ พระองค์ท่านก็จะไม่เสียดายร่างกายที่จะผุ เน่า เผา เสียไป หากสิ่งที่พระองค์ท่านคิดไว้ ทำไว้ พวกเราสานต่อกัน อย่าให้โครงการพระราชดำริดีๆของพระองค์ท่านเข้าไปอยู่ในพระบรมโกศหมด

เจริญพร


You must be logged in to post a comment Login