วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

สื่อสารด้วยแสง / โดย บรรจง บินกาซัน

On September 5, 2016

คอลัมน์ : สันติธรรม
ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน

สัตว์มีเครื่องมือและวิธีการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ สัตว์บางชนิดใช้กลิ่น บางชนิดใช้การขยับปีก บางชนิดใช้การพองขน บางชนิดใช้หนวดสัมผัสหรือใช้เสียงในการสื่อสาร

มนุษย์เราก็มีวิวัฒนาการในการสื่อสารมาตลอดประวัติศาสตร์ เราเห็นอุปกรณ์และวิธีการสื่อสารมากมายหลากหลายรูปแบบ ในภาพยนตร์คาวบอยสมัยอดีตเราเห็นอินเดียนแดงใช้ควันไฟเป็นสัญญาณเตือนคนในเผ่าของตนว่ากำลังมีศัตรูมา คนของโรบินฮูดสื่อสารกันโดยเขียนจดหมายแล้วผูกลูกธนูยิงส่งต่อกันเป็นทอดๆ นกพิราบก็ถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการสื่อสาร

ในยามสงครามธงเป็นอุปกรณ์ของหน่วยรบ ทหารภายใต้ร่มธงนั้นจะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาจากสัญญาณการโบกธง หน่วยทหารจะมีสัญญาณรหัสเข้าค่ายของตน ซึ่งเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกันเท่านั้นถึงจะเข้าใจความหมาย

เมื่อโลกเจริญมนุษย์ใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารโดยมีสายทองแดงเป็นตัวกลางในการนำคำพูดจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง การสนทนากันของทั้งสองฝ่ายไม่มีใครรู้นอกจากคู่สนทนาเท่านั้น ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปถึงขั้นที่มนุษย์ใช้การสื่อสารแบบไร้สาย แต่ถึงกระนั้นก็ต้องมีตัวกลางในการนำสาร เช่น คลื่นวิทยุหรือสัญญาณดาวเทียมที่มนุษย์มองไม่เห็นแต่ยอมรับว่าจำเป็นต้องมี หากไม่มีการติดต่อสื่อสารไม่อาจเป็นไปได้

นั่นเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ ในทางศาสนา ศาสนทูตหรือนบี ใช้คำพูดและการปฏิบัติตัวเป็นการสื่อสารคำสอนจากพระเจ้าสู่มนุษย์เหมือนกับครูถ่ายทอดความรู้สู่นักเรียน แต่หลายคนอาจสงสัยว่านบีได้รับคำสอนจากพระเจ้าอย่างไร และอะไรเป็นสื่อนำสารจากพระเจ้ามายังนบี

ศาสนาไม่ใช่เรื่องงมงาย อิสลามได้ให้คำตอบเรื่องนี้ไว้ว่า สื่อกลางที่พระเจ้าใช้ในการสื่อสารคำสั่งคำสอนของพระองค์สู่นบีก็คือสิ่งที่เรียกในภาษาอาหรับว่า “มลาอิก๊ะฮฺ” (Angels) หากจะแปลเป็นภาษาไทยก็คือ “ทูตสวรรค์” เพราะทูตคือผู้นำสาร และมลาอิก๊ะฮฺเป็นสื่อนำสารที่แตกต่างไปจากสื่อนำสารอื่นๆคือ มลาอิก๊ะฮฺเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างจากแสง ดังนั้น มนุษย์จึงไม่สามารถมองเห็น แต่มลาอิก๊ะฮฺสามารถมองเห็นมนุษย์

มลาอิก๊ะฮฺมีจำนวนมากมายและมีหน้าที่แตกต่างกันเหมือนกับชุมชนมนุษย์ เช่น มนุษย์มีบุรุษไปรษณีย์เป็นผู้ส่งจดหมาย ส่วนมลาอิก๊ะฮฺที่ทำหน้าที่นำสารจากพระเจ้ามายังนบีก็คือ ญิบรีล (Gabriel) ในหมู่มนุษย์มีผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิต ในหมู่มลาอิก๊ะฮฺก็มีผู้ทำหน้าที่ปลิดชีวิตมนุษย์เช่นเดียวกัน สรุปก็คือ มลาอิก๊ะฮฺคือผู้ทำหน้าที่สนองคำบัญชาของพระเจ้า

ความเชื่อในเรื่องมลาอิก๊ะฮฺหรือทูตสวรรค์นี้มีอยู่ในคำสอนของทุกศาสนาที่มาจากพระเจ้า เช่น ศาสนายูดาย ศาสนาคริสต์ ถ้าใครได้มีโอกาสไปข้างในโบสถ์เก่าอายาโซเฟียในกรุงอิสตันบูลและแหงนหน้ามองขึ้นไปมุมหนึ่งของโดมจะเห็นภาพวาดมลาอิก๊ะฮฺมีปีกสีขาวตามจินตนาการของชาวคริสเตียนในอดีต ชาวอาหรับก่อนหน้าอิสลามก็มีความเชื่อในเรื่องมลาอิก๊ะฮฺ และเชื่อว่ามลาอิก๊ะฮฺเป็นลูกสาวของพระเจ้า ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดเพี้ยนไป

ดังนั้น เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดเผยแผ่อิสลามในแผ่นดินอาหรับ ท่านจึงมาแก้ไขความเชื่อที่ผิดเพี้ยนไปให้ถูกต้องว่ามลาอิก๊ะฮฺถูกสร้างจากแสงซึ่งมนุษย์มองไม่เห็น มนุษย์จึงไม่อาจวาดภาพตามจินตนาการของตัวเองได้อย่างถูกต้อง และท่านได้บอกชาวอาหรับว่ามลาอิก๊ะฮฺไม่ใช่ลูกสาวของพระเจ้า แต่ท่านได้มาเปิดเผยชื่อและหน้าที่ของมลาอิก๊ะฮฺบางองค์ให้มนุษย์ได้รู้จัก และวางหลักศรัทธาไว้ข้อหนึ่งว่า มุสลิมต้องเชื่อในการมีอยู่ของมลาอิก๊ะฮฺ

มลาอิก๊ะฮฺญิบรีลเป็นผู้นำสารจากพระเจ้ามายังนบีมุฮัมมัดเป็นครั้งแรกในคืนเดือนเราะมะฎอนของปี ค.ศ. 610 เมื่อท่านอายุได้ 40 ปี และหลังจากนั้นได้ทยอยนำสารจากพระเจ้าตามสถานการณ์และความจำเป็นของสังคมเป็นเวลา 23 ปี สารของพระเจ้าที่ถูกส่งมายังมนุษย์จึงครบถ้วนสมบูรณ์ในรูปของคัมภีร์กุรอาน

มลาอิก๊ะฮฺถูกสร้างจากแสง และเรารู้ดีว่าแสงเดินทางด้วยความเร็ว 186,000 ไมล์ต่อวินาที ดังนั้น เมื่อมีใครถามคำถามนบีมุฮัมมัด ยังไม่ทันผู้ถามจะปิดปาก คำตอบจากพระเจ้าก็ถูกส่งมารอไว้ที่นบีแล้ว พอคำถามจบ คำตอบก็พรั่งพรูออกจากปากของนบีทันที หลังจากนั้นถ้อยคำที่ออกมาจากปากของนบีก็ถูกจดจำและจดบันทึกไว้เป็นคัมภีร์


You must be logged in to post a comment Login