วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

นบีมุฮัมมัดปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างไร?

On May 3, 2024

คอลัมน์ : สันติธรรม

ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน

(โลกวันนี้รายวัน ประจำวันที่ 3 พ.ค.  67)

“จงปฏิบัติต่อเชลยศึกด้วยดี”

นี่มิใช่บทสรุปจากสนธิสัญญาเจนีวาที่ว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึก  แต่มันเป็นคำพูดของนบีมุฮัมมัดเมื่อประมาณ 1,400 กว่าปีก่อนหลังเสร็จสิ้นสงครามป้องกันการรุกรานจากศัตรูครั้งแรก

ตามประเพณีของชาวอาหรับก่อนอิสลาม  หลังสงคราม  หากใครตกเป็นเชลย  อนาคตของคนผู้นั้นส่วนใหญ่จะตกเป็นทาสเพื่อนำไปใช้เป็นแรงงานหรือไม่ก็ขายต่อ หรือมิเช่นนั้นก็ตาย

หลังสงครามบะดัรฺซึ่งเป็นสงครามครั้งแรกของมุสลิม  มีบันทึกว่าเชลยศึกบางคนถูกประหารเพราะอาชญากรรมที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ในเมืองมักก๊ะฮฺ  ส่วนที่เหลือได้รับโอกาสให้เลือกว่าจะเข้ารับอิสลามเพื่อแลกกับอิสรภาพ หรือจ่ายค่าไถ่ตัวแล้วเป็นอิสระ หรือสอนมุสลิมสิบคนให้อ่านหนังสือออกแล้วได้รับการปล่อยตัว

คำสั่งของนบีมุฮัมมัดข้างต้นมาจากวจนะของพระเจ้าที่กล่าวถึงคนดีว่าคนเหล่านั้นคือ “ผู้เลี้ยงอาหารคนยากจนและเด็กกำพร้าและเชลยด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้าและพวกเขากล่าวว่า ‘เราให้อาหารแก่พวกท่านเพื่อพระเจ้า เราไม่ได้หวังการตอบแทนและการขอบคุณใดๆจากท่าน’” (กุรอาน 76:8-9)

สาวกของนบีมุฮัมมัดได้ปฏิบัติต่อเชลยศึกตามคำสั่งของท่านอย่างเคร่งครัด  ฮุซัยร์ บินฮุมัยร์ หนึ่งในเชลยศึกกล่าวว่า “ฉันอยู่กับครอบครัวชาวมะดีนะฮฺที่ควบคุมตัวฉันหลังถูกจับตัวเป็นเชลย  เมื่อใดที่พวกเขากินอาหารมื้อกลางวันหรือมื้อเย็น  พวกเขาให้ความสำคัญแก่ฉันก่อนโดยการให้ขนมปัง  ส่วนพวกเขากินอินทผลัมทั้งนี้เพื่อเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของมุฮัมมัดที่ให้ปฏิบัติต่อเชลยด้วยดี”

อีกตัวอย่างหนึ่ง  ษุมามะฮ์ อิบนุอะซาลถูกจับตัวเป็นเชลยและถูกมัดไว้กับเสาต้นหนึ่งในมัสยิด  นบีมุฮัมมัดได้สั่งว่า “จงปฏิบัติต่อเขาด้วยดีในขณะที่ถูกจับกุม”  เมื่อนบีกลับไปบ้าน  ท่านได้สั่งให้รวมอาหารเท่าที่มีอยู่ไปให้ษุมามะฮ์”

การที่นบีมุฮัมมัดปฏิบัติต่อเชลยเช่นนั้นเพราะมนุษย์มีคุณค่าและเกียรติติดตัวมาในฐานะเป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า

ต่อมา  นบีมุฮัมมัดได้เข้าไปหาษุมามะฮ์เพื่อสอบสวนและถามเขาว่า “ท่านคิดอย่างไร?”  เขาตอบว่า “ท่านเป็นคนดี  ถ้าท่านฆ่าฉัน ฉันก็สมควรถูกฆ่าเพราะมือฉันเปื้อนเลือดมุสลิม แต่ถ้าท่านปล่อยตัวฉันก็เท่ากับท่านทำดีต่อคนที่รู้จักสำนึกในบุญคุณ  ถ้าท่านต้องการเงิน  จงขอฉันเท่าที่ท่านต้องการ”

หลังจากนั้น นบีมุฮัมมัดได้ออกไปจากเขา  ในวันต่อมา  ท่านนบีได้ไปหาเขาและษุมามะฮ์ก็พูดเหมือนเดิม  วันที่สาม  นบีมุฮัมมัดได้ไปหาเขาและสั่งคนที่ควบคุมตัวเขาว่า “ปล่อยษุมามะฮ์ไป”

ผู้ควบคุมตัวษุมามะฮ์ได้แก้เชือกที่มัดตัวของเขาไว้และปล่อยเขาไป  เมื่อษุมามะฮ์หลุดจากพันธนาการ  เขาได้ไปที่โคนต้นอินทผลัมและทำความสะอาดร่างกาย หลังจากนั้น  เขาได้กลับมาหานบีมุฮัมมัดและพูดกับท่านว่า “ฉันขอยืนยันว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและฉันยืนยันว่าท่านเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ  มุฮัมมัด ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าไม่มีใครบนหน้าแผ่นดินนี้ที่ฉันเกลียดมากกว่าท่าน แต่ตอนนี้  ท่านเป็นผู้ที่ฉันรักมากที่สุด  ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าไม่มีศาสนาใดบนหน้าแผ่นดินนี้ที่ฉันเกลียดมากไปกว่าศาสนาของท่าน  แต่ตอนนี้ ไม่มีศาสนาใดในโลกนี้ที่ฉันรักมากไปกว่าศาสนาของท่าน  ก่อนนี้ ไม่มีประเทศใดในโลกที่ฉันเกลียดมากไปกว่าประเทศของท่าน  แตต่อนนี้ ฉันรักประเทศของท่านมากกว่าประเทศอื่นๆในโลก  คนของท่านจับตัวฉันระหว่างที่ฉันจะไปเยือนก๊ะอฺบ๊ะฮฺ  ฉันควรจะทำอย่างไร?”

นบีมุฮัมมัดได้แสดงความยินดีต่อเขาและบอกเขาให้ไปทำสิ่งที่เขาต้องากร  เมื่อเขามายังมักก๊ะฮฺ  มีคนถามเขาว่า  “ท่านเปลี่ยนศาสนาแล้วหรือ?”  เขากล่าวว่า “ไม่ แต่ฉันได้ยอมจำนนต่อนบีมุฮัมมัดแล้ว ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่าท่านจะไม่ได้รับเมล็ดข้าวสาลีจากยะมามะฮ์แม้แต่เมล็ดเดียวจนกว่านบีมุฮัมมัดจะอนุญาตเสียก่อน”


You must be logged in to post a comment Login