วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

โรคกลัวอิสลามในไทย / โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

On September 5, 2016

คอลัมน์ : ถนนประชาธิปไตย
ผู้เขียน : สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ในขณะที่ความคิดทางการเมืองกระแสหลักในสังคมไทยกลายเป็นอนุรักษ์นิยม ต่อต้านประชาธิปไตย และมีแนวโน้มขวาจัดมากขึ้น กระแสหนึ่งที่เกิดขึ้นและพัฒนาอย่างรวดเร็วคือ กระแสต่อต้านและเกลียดกลัวอิสลาม ซึ่งมีรากฐานโดยตรงจากกระแสต่อต้านอิสลามสากล หลอมรวมกับแนวคิดอันคับแคบและอคติแบบศาสนาพุทธ

ในทางสากลแนวคิดและปฏิบัติการในการต่อต้านอิสลามเรียกว่า “โรคกลัวอิสลาม” (Islamophobia) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่มาจากการสร้างโลกทัศน์ให้มองชาวมุสลิมในฐานะสิ่งแปลกปลอมและเป็นศัตรู โดยทั่วไปเกิดจากอคติของชาวคริสต์ที่มีต่อศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มหาอำนาจตะวันตกไปสนับสนุนการก่อตั้งรัฐอิสราเอลบนแผ่นดินปาเลสไตน์ ทำให้ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันตกกับโลกมุสลิมขยายตัว และตะวันตกเริ่มกลายเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มอิสลามฝ่ายก้าวหน้า แต่ความขัดแย้งยังไม่รุนแรงนัก เพราะยังมีกลุ่มอิสลามอนุรักษ์นิยมที่ร่วมมือกับตะวันตกต่อต้านคอมมิวนิสต์

ต่อมาเมื่อเกิดการล่มสลายของโลกคอมมิวนิสต์ สถานการณ์กลับนำมาสู่การเผชิญหน้ากันโดยตรงระหว่างมหาอำนาจตะวันตกกับกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดสงครามอิรัก-คูเวตเมื่อ ค.ศ. 1992 จากนั้นเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ที่กลุ่มคนร้ายพลีชีพใช้เครื่องบินโจมตีตึกเวิลด์เทรดที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กลายเป็นหลักหมายสำคัญที่ก่อให้เกิดการสร้างกระแสหวาดระแวงและเกลียดชังชาวมุสลิมอย่างเพิ่มทวีในสหรัฐและโลกตะวันตก และยิ่งรุนแรงเมื่อเกิดกระแสการก่อการร้ายของกลุ่มไอซิสในยุโรป ระยะไม่นานมานี้มีการสำรวจทัศนคติของประชาชนในยุโรปตะวันตกและออสเตรเลีย พบว่าประชาชนจำนวนมากเชื่อว่าชาวมุสลิมมีแนวโน้มจะเป็นผู้ก่อการร้าย หรืออย่างน้อยก็สนับสนุนผู้ก่อการร้าย และมีกระแสเรียกร้องให้จับตาคนมุสลิมเป็นพิเศษ

ที่กล่าวว่าโรคกลัวอิสลามจึงเป็น “อคติ” เพราะความจริงแล้วแม้กระทั่งในทางสากลผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่ไม่ได้นิยมความรุนแรง ไม่ได้สนับสนุนการก่อการร้าย และชาวอิสลามจำนวนมากก็ตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายเช่นกัน ยิ่งกว่านั้นปัญหาสำคัญยังมาจากการใช้อคติทางศาสนานำเสนอข่าวของสื่อตะวันตก เช่น ถ้าผู้ก่อการร้ายเป็นมุสลิมก็จะออกข่าวว่าเป็นมุสลิมหัวรุนแรง หรือกลุ่มก่อการร้ายมุสลิม แต่ถ้าคนร้ายเป็นชาวคริสต์หรือศาสนาอื่นก็จะไม่เรียกในลักษณะทางศาสนา ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่ามีแต่พวกอิสลามเท่านั้นที่ชอบก่อความรุนแรง

สำหรับในประเทศไทยก่อนหน้านี้ถือว่าสถานการณ์การก่อการร้ายไม่รุนแรง และไม่ปรากฏกระแสต่อต้านศาสนาอิสลามมาก่อน แต่ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา กระแสการต่อต้านอิสลามเริ่มเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่มีการเสนอข่าวความรุนแรงของฝ่ายก่อการร้ายอยู่เสมอ เมื่อความรุนแรงยืดเยื้อ กระแสการต่อต้านอิสลามก็ขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและภาคเหนือ ทั้งที่ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้เป็นปัญหาการเมืองมากกว่าปัญหาทางศาสนา ปฏิบัติการของฝ่ายทหารที่หวาดระแวงคนมุสลิมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหาขยายตัว

โรครังเกียจและต่อต้านอิสลามอาจเห็นได้ชัดเป็นรูปธรรมจากกรณีชาวพุทธจังหวัดน่านเคลื่อนไหวคัดค้านการสร้างมัสยิดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 เกิดกระแสต่อต้านการตั้งโรงงานผลิตอาหารฮาลาลที่จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่โรงงานลักษณะนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดข้อเสียหายทางศาสนาอะไรเลย

ที่มากกว่านั้นคือ การสร้างข่าวลวงอันน่าสะพรึงกลัวจากชาวพุทธหัวรุนแรง เช่น การกระพือข่าวว่าอิสลามวางแผนยึดประเทศไทย หรืออิสลามจะยึดภาคใต้ของไทยตั้งแต่ชุมพรลงไป ข่าวเหล่านี้ล้วนไม่มีแหล่งข้อมูลหรือที่มาอันชัดเจน และที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่านั้นคือการออกข่าวในลักษณะที่ว่ารัฐบาลเผด็จการทหารให้การสนับสนุนศาสนาอิสลามแต่ไม่สนับสนุนศาสนาพุทธ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่มีหลักเหตุผล และใช้ข้อมูลเท็จหรือข้อมูลด้านเดียวทั้งสิ้น

กระแสการต่อต้านและรังเกียจอิสลามยังมาจากอคติแบบพุทโธเลี่ยนที่เชื่อว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาอันยอดเยี่ยม ดีที่สุดในโลก เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นเหตุผลที่สุด จึงนำมาสู่ข้อเสนอแบบกระแสหลักที่ว่า ศาสนาพุทธต้องอยู่คู่ชาติไทย จะเป็นศาสนาอื่นไม่ได้ และที่มากกว่าคือ การกุข้อมูลว่าประเทศตะวันตกทั้งหลายต่างหันมานับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติและมีผู้เชื่อถือว่าเป็นความจริง ทั้งที่ศาสนาพุทธในประเทศไทยเต็มไปด้วยความเชื่อปะปน เช่น เครื่องรางของขลัง พิธีกรรมนานาชนิด ตลอดจนการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกพุทธ ทั้งพระพิฆเนศ เจ้าแม่กวนอิม จตุคามรามเทพ แม้แต่ปลัดขิก แต่ก็ยังมั่นใจในความดีงามของสังคมพุทธ จึงนำมาสู่การดูถูกดูแคลนศาสนาอื่นและนำมาสู่การต่อต้านอิสลาม ทั้งที่ศาสนาคริสต์ต่างหากที่มีองค์กรจัดตั้งและมีความพยายามในการเผยแพร่ให้คนเข้ารีตในประเทศไทยมากเสียยิ่งกว่า แต่ปรากฏว่าในโลกออนไลน์มีการตั้งเพจรวมพลคนเกลียดอิสลาม ซึ่งมีผู้เข้าไปสนับสนุนจำนวนไม่น้อย

ความจริงแล้วต้องอธิบายว่าศาสนาทุกศาสนาก็มีลักษณะแบบเดียวกัน การนับถือเป็นสิทธิของแต่ละคน และไม่สามารถบอกได้ในเชิงหลักการสมบูรณ์ว่าศาสนาไหนดีที่สุด เพราะผู้นับถือก็ต้องเชื่อว่าศาสนาของตนถูกต้องทั้งสิ้น

ดังนั้น การนับถือพุทธหรืออิสลามย่อมเป็นเรื่องสิทธิของแต่ละคนที่ไม่ควรก้าวก่าย การที่อิสลามจะมายึดครองไทยนั้นจะเป็นได้กรณีเดียวคือ คนไทยส่วนข้างมากต้องหันไปนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นไปได้ยาก

หลักการที่ถูกต้องระหว่างศาสนาที่ต่างกันควรจะอยู่ร่วมกันโดยสันติและเคารพกันมากกว่า ถ้าปลุกเร้าความเดียดฉันท์และรังเกียจกันในทางศาสนาแบบพุทโธเลี่ยนจนเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงทางศาสนาแล้วย่อมจะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น จึงต้องถือว่าชาวอิสลามทั้งผองก็คือเพื่อนเรา แม้นับถือไม่เหมือนเราก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติได้


You must be logged in to post a comment Login