วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563
ข่าวด่วน
  • add friends

การเดินทางของวิญญาณ (ตอนที่ 4)

On July 31, 2020
santitum

คอลัมน์ : สันติธรรม

ผู้เขียน : บรรจง บินกาซัน

(โลกวันนี้วันสุข ประจำวันที่ 31ก.ค.-7 ส.ค. 2563)

หลักคำสอนสำคัญของอิสลามคือการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวและการกลับไปหาพระองค์ในโลกหลังความตายเพื่อไปตอบคำถามในสิ่งที่มนุษย์ได้ทำไว้ในขณะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

เนื่องจากโลกนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีทดสอบมนุษย์ว่าจะ “เชื่อ” ในพระเจ้าและ “เชื่อฟัง” พระองค์หรือไม่ เฉลยข้อสอบว่าสิ่งใดผิดและสิ่งใดถูก สิ่งใดที่อนุมัติและสิ่งใดเป็นที่ต้องห้ามจึงได้ถูกเปิดเผยมาให้แล้ว ถ้ามนุษย์ตอบในสิ่งที่ขัดหรือตรงข้ามกับคำเฉลย มนุษย์ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในการทำข้อสอบของเขาได้เลย

ความจริงแล้ว ความรู้ในเรื่องศีลธรรมว่าอะไรดีและไม่ดีเป็นความสำนึกที่ปลูกฝังอยู่ในธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์มาก่อนแล้ว คำสอนทางศาสนาถูกส่งมาเพื่อยืนยันธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ แต่ถ้าวิญญาณมนุษย์ไม่เชื่อในการมีอยู่ของชีวิตหลังความตายและการต้องรับโทษสำหรับบาปกรรมที่เขาได้ทำไว้ มนุษย์จะทำลายธรรมชาติดั้งเดิมของตัวเองและล่วงละเมิดขอบเขตไปทำลายคนอื่นด้วย

ชาวอาหรับก่อนหน้าอิสลามไม่เชื่อในเรื่องโลกหลังความตายและไม่เข้าใจว่ามนุษย์จะถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกได้อย่างไร ทั้งนี้ เพราะพวกเขามองไม่เห็นสิ่งที่นบีมุฮัมมัดบอก ดังนั้น พระเจ้าจึงได้ประทานข้อความกุรอานตอนหนึ่งให้แก่นบีมุฮัมมัดมาบอกชาวอาหรับร่วมสมัยกับท่านว่า

buria

“แล้วเราได้ทำให้เขาเป็นเชื้ออสุจิในที่พักอันมั่นคง (มดลูก) แล้วเราได้ทำให้อสุจิเป็นก้อนเลือด ก้อนเนื้อ แล้วทำก้อนเนื้อให้เป็นกระดูกแล้วหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง” (กุรอาน 23:14)

ข้อความดังกล่าวถูกประทานมาเมื่อ 1,400 กว่าปีก่อนหน้านี้ ไม่เพียงแต่เพื่อบอกชาวอาหรับให้รู้ว่าในโลกนี้มีครรภ์เป็นอีกโลกหนึ่งที่พวกเขามองไม่เห็นและไม่รู้ถึงความเป็นไปภายในโลกนั้น การมองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าไม่มี ขณะเดียวกัน ข้อความดังกล่าวยังมีเจตนาบอกคนในโลกสมัยใหม่ที่มีการศึกษาดีว่าหากใครไม่เชื่อในเรื่องโลกหลังความตายเพราะมองไม่เห็น เขาก็ไม่ต่างจากทารกในครรภ์ที่ไม่รู้ว่านอกครรภ์แม่ของเขายังมีอีกโลกหนึ่งคอยเขาอยู่

วิวัฒนาการของชีวิตในโลกแห่งครรภ์มารดาไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน แต่เมื่อโลกเจริญก้าวหน้า มนุษย์สามารถสร้างเครื่องอุลตราซาวด์ที่สามารถทำให้เรามองเห็นวิวัฒนาการของทารกในขั้นตอนต่างๆได้อย่างชัดเจน นั่นเป็นเพราะทารกมีเรือนร่างที่สามารถมองเห็นได้ด้วยเครื่องอุลตราซาวด์

แต่ในโลกแห่งสุสานซี่งเป็นโลกหลังความตายเป็นโลกทางวิญญาณซึ่งมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ ทุกวันนี้ มนุษย์สามารถสร้างกล้องอินฟาเรดที่สามารถมองเห็นคนในที่มืดจากความร้อนของตัวคน มีดาวเทียมที่สามารถมองเห็นซากวัตถุโบราณ ซากโครงกระดูกและทรัพยากรใต้ผืนดินได้ แต่จนบัดนี้ยังไม่มีเครื่องมือใดๆที่สามารถทำให้มนุษย์มองเห็นความเป็นไปในหลุมฝังศพได้

ในคำสอนของอิสลาม หลุมฝังศพเป็นมุมหนึ่งของโลกแห่งสุสานซึ่งศัพท์วิชาการอิสลามเรียกว่า “บัรฺซัค” คำนี้หมายถึงสิ่งที่คั่นกลางหรือสิ่งที่ขวางกั้นระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า  เมื่อมาอยู่ในโลกสุสาน วิญญาณจะไม่สามารถกลับมายังโลกนี้ได้อีก   วิญญาณทุกดวงที่ออกจากร่างของมนุษย์ในโลกนี้จะมารวมกันรอวันสิ้นโลกที่นี่เพื่อไปดูผลสอบที่ตัวเองได้ทำไว้

ตามคำบอกเล่าของนบีมุฮัมมัด เมื่อศพของผู้ตายถูกฝังและญาติพี่น้องที่มาส่งศพกลับไปแล้ว ทูตสวรรค์สององค์จะมาสอบถามวิญญาณในหลุมฝังศพด้วยคำถามสั้นๆแต่มีความสำคัญว่าใครคือพระเจ้าของเขา คำถามนี้วิญญาณเคยตอบมาก่อนแล้ว เพราะก่อนจะมายังโลกนี้ พระเจ้าได้ถามวิญญาณทั้งหมดว่าพระองค์คือพระเจ้าใช่ไหม  วิญญาณทุกดวงต่างตอบยืนยันเหมือนกัน

แต่เมื่อมายังโลกนี้  ความมั่งคั่ง ความสวยงามฟุ้งเฟ้อทำให้วิญญาณส่วนใหญ่หลงใหลจนลืมพระเจ้า วิญญาณบางดวงปฏิเสธการมีอยู่ของพระองค์ผู้สร้างทุกสรรพสิ่งและหันไปกราบไหว้วัตถุบูชาที่ถูกสร้างขึ้นมา วิญญาณเหล่านี้จึงตอบคำถามไม่ได้ ดังนั้น การลงโทษวิญญาณที่ตอบคำถามไม่ได้จะเริ่มต้นโดยการที่หลุมฝังศพจะบีบร่างของเขาจนซี่โครงซ้อนกัน

ส่วนวิญญาณผู้ศรัทธาในพระเจ้าจะตอบคำถามได้ และหลุมฝังศพของเขาจะถูกขยายให้กว้างออกไป ทุกเช้าและเย็น เขาจะได้เห็นที่อยู่ของเขาในสวรรค์หลังวันแห่งการฟื้นคืนชีพหลังความตายเป็นที่ชื่นตาสบายใจไปพลางๆก่อน

หลุมฝังศพหรือโลกแห่งสุสานจึงเป็นเหมือนห้องที่ดวงวิญญาณไปรวมกันเพื่อรอคอยวันสิ้นโลก  เมื่อวันนั้นมาถึง วิญญาณมนุษย์ทั้งหมดจะถูกนำมารวมกันต่อหน้าพระเจ้าเพื่อรอรับการพิพากษา


You must be logged in to post a comment Login