วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563
ข่าวด่วน
  • add friends

พระพยอมกับโฉนดที่ดินถุงกล้วยแขก

On July 14, 2020
logo-sopon

คอลัมน์ :โลกอสังหาฯ

ผู้เขียน : ดร.โสภณ พรโชคชัย

(โลกวันนี้วันสุข ประจำวันที่ 17-24 ก.ค. 2563)

เรื่องที่พระพยอมซื้อที่ดินแปลงหนึ่งแล้วสุดท้ายต้องคืนเจ้าของที่แท้จริงไป ในทาง Social กลับมองว่ากรมที่ดินเป็นจำเลยของสังคม บ้างก็มองศาลเป็นตัวปัญหาเช่นกัน แต่มองให้ดี ควรให้ความเป็นธรรมกับส่วนราชการทั้งสองนี้ที่ถูกกล่าวหาผิดๆ มาตลอด 13 ปีที่ผ่านมา

กรณีนี้คือการที่พระพยอมซื้อที่ดินที่ได้จากการครอบครองปรปักษ์ แต่กลับเป็นการออกโฉนดที่มิชอบ พระพยอมจึงต้องคืนที่ดินที่ซื้อมา 10 ล้านบาท และถมดินไปอีก 1 ล้านบาท แก่เจ้าของไป กรณีนี้เกิดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2550 ศาลจังหวัดนนทบุรีได้ตัดสินให้เพิกถอนการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินของจำเลยที่ 1 คือ นางวันทนา สุขสำเริง และจำเลยที่ 2 คือ มูลนิธิสวนแก้ว โดยให้กรรมสิทธิ์ที่ดิน 1 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา กลับไปเป็นของ นางทองอยู่ หิรัญประดิษฐ์ ตามเดิม  การซื้อที่ดินด้วยเงิน 10 ล้านบาทในปี 2547 ก็เป็นโมฆะด้วย

สำหรับการครอบครองปรปักษ์นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ได้บัญญัติว่า “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี. . .ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์” โดยในการนี้จะต้องเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน แต่ถ้ามีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 น.ส.3ก น.ส.3ข) ก็สามารถ “แย่งการครอบครองได้ภายใน 1 ปี

ไม่ทวงเงินคืนจากผู้ขาย พระพยอมไม่ฟ้องผู้ขายที่ดินแปลงนี้  ท่านกล่าวว่า มีตัวละครหลายตัว (รวมศาลและกรมที่ดิน) ไม่ใช่มีเฉพาะผู้ขาย แต่นั่นคงไม่ใช่ประเด็นที่ไม่ควรฟ้องผู้ขาย เพราะผู้ขายได้เงินจากมูลนิธิวัดสวนแก้วไป 10 ล้านบาท แม้ผู้ขายได้เสียใช้จ่ายและลูกหลานใช้เงินไปแล้ว (ตามที่พระพยอมกล่าวซึ่งไม่ทราบว่าจริงหรือไม่) พระพยอมจึงควรเรียกร้องเงินมาคืนวัด การไม่ทวงค่าเสียหายจากผู้ขายเพื่อเอาเงินวัดที่ได้จากสาธุชนผู้บริจาคคืนมา ก็เท่ากับทำเงินของส่วนรวมสูญไป พระพยอมและมูลนิธิจึงควรใช้คืนแก่วัดเองหรือไม่

นางวันทนา (ผู้ขาย) อ้างว่าตนและมารดาอยู่มา 30 ปีก่อนไปขอจดครอบครองปรปักษ์ แต่พระพะยอมที่เกิดปี 2492 อยู่ที่แถวนี้มาแต่เกิน ที่เกิดกับที่ดินแปลงนี้คงห่างกันไม่กี่กิโลเมตร ก่อนที่ท่านบวชเมื่ออายุ 23 ปี ก็คง “โลดโผน” อยู่แถวนี้ ดีไม่ดีอาจจะพอรู้จักเจ้าของที่ดินเดิมด้วยซ้ำไป และน่าจะรู้ว่าที่ดินแปลงนี้ ไม่ใช่ของนางวันทนา ท่านเดินบิณฑบาตผ่านที่ดินนี้ทุกวัน เจ้าของที่ดินและทายาทอาจเคยใส่บาตรท่านก็ได้ นอกจากพระพยอมไม่ฟ้องนางวันทนาแล้ว ในภายหลังท่านยังเมตตาให้ที่พักอาศัยระยะหนึ่งโดยท่านบอกว่ามีคนตามล่านางอยู่ซึ่งเป็นข้อที่ไม่อาจพิสูจน์

เพ่งโทษไปที่กรมที่ดิน: พระพยอมเคยกล่าวว่า “. . .เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน น่าจะช่วยกันคิด ช่วยค่าเสียหายทางวัดบ้าง ซึ่งหากทางวัดไม่ได้รับการเยียวยาเลย ก็อยากจะปิดวัดประท้วง. . .ถ้าไม่ทำอะไรเราจะดับเครื่องชน. . .ตอนนี้ร่างกายอาตมาก็ไม่ค่อยจะดี ถ้าอาตมาเป็นอะไรหรือตายไปก็ขอให้ญาติโยมรู้ไว้ว่าอาตมาตาย เพราะกรมที่ดิน. . .หากปีนี้เรียกร้องไม่ได้ผล ไม่ได้รับการเยียวยาให้ทางวัด 10 กว่าล้านบาท คงต้องปิดโครงการหลายอย่าง ทั้งให้ทุนการศึกษาเด็กนักเรียนปีละ 2-3 ล้านบาท ช่วยเหลือคนชรา หรือโครงการต่างๆ บวชเณรภาคฤดูร้อน คงต้องหยุดไว้อาลัย ไว้ทุกข์กับข้าราชการไทย”

เมื่อตอนแพ้คดีครั้งแรก ปี 2550 นอกจากนี้พระพยอมยังกล่าวด้วยอารมณ์ว่า “อาตมาคงถึงขั้นต้องเอาโฉนดไปขยายใหญ่แล้วทาสีดำ พร้อมพวงหรีดขึ้นป้ายหน้าวัด และเขียนลงไปว่า “โฉนดอัปยศ ออกโดยกรมที่ดิน บางใหญ่” แล้วอาตมาจะปิดวัด 9 เดือน หลบไปพักผ่อนที่สาขาบุรีรัมย์ เพราะคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วมันแสลงใจที่ต้องเห็นที่ดินที่ถูกหลอกทุกวัน ต้องผ่านเข้าออกทุกวัน ทนไม่ได้จริงๆ และถ้าเจ้าหน้าที่ที่ดินบางใหญ่ยังไม่รู้สึกสำนึกที่จะเยียวยา ก็จะไปปักกลดประท้วงหน้าสำนักงานที่ดินบางใหญ่ ให้มันรู้ไปเลยพระก็ถูกหลอกได้” แต่สุดท้ายทำอนุสาวรีย์โฉนดถุงกล้วย และมอบถุงกล้วยแขกที่ทำด้วยโฉนดดังกล่าวให้อธิบดีกรมที่ดิน (พ.ศ.2557)

กรณีนี้ไม่อาจเอาผิด

1. กรมที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิ์ตามคำสั่งศาล ไม่อาจขัดได้

2. ศาลก็ไม่ได้ผิด เพราะพิพากษาตามข้อมูลที่ได้รับมา

ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ก็ยังกล่าวว่ากรมที่ดินก็ไม่ได้ผิด ศาลก็ไม่ได้ผิด ต้องไปเอาเงินคืนจากนางวันทนา (คนขาย) และในการสู้คดี ผู้ขายก็กลับยอมยกที่ดินคืนแก่เจ้าของที่ดินอย่างง่ายดาย แสดงว่าผู้ขายคงมีพฤติกรรมน่าสงสัย ความผิดของคนขายที่ได้เงินไปเต็มๆ แม้อาจไม่มีเงินเหลือเพราะส่วนหนึ่งใช้เพื่อการเสียภาษี ให้คนช่วยวิ่งเต้น หรือลูกหลานรวมทั้งตัวเองใช้เงินไปหมดแล้ว  แต่ถ้าฟ้องก็จะได้คืนจากลูกหลาน และอาจสาวถึงขบวนการโกงนี้ก็ได้ เสียดายพระพยอมกลับมองไปอีกอย่าง

ดังนั้นในการซื้อที่ดินควรดูว่าเป็นที่ดินที่ได้จากการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ หากใช่และมีโฉนดถูกต้อง ก็ต้องสืบทราบให้ชัดเจนว่ายังมีกรณีข้อพิพาทใด ๆ เกิดขึ้นได้หรือไม่ หาไม่จะเป็นความเสี่ยงประการหนึ่ง แม้แต่ในกรณีโฉนดที่ดินที่สร้างหลังปี 2497 ที่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า และมีการประกาศเขตป่าสงวน ก็สามารถถูกเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ได้หากอยู่ในเขตป่าสงวนดังกล่าว

อันที่จริงพระพยอมก็เพียงอยากให้ทางกรมที่ดินเรี่ยไรกันให้ได้เงิน 10 ล้านคืนแก่มูลนิธิสวนแก้ว ไม่ได้คิดจะฟ้องอะไร เว้นแต่ว่าเมื่อปี 2560 ท่านก็ยื่นเรื่องขอครอบครองปรปักษ์บ้าง ซึ่งทำไม่ได้เพราะเป็นคดีที่เป็นความกันอยู่ และปี 2561 ท่านก็ถวายฎีกาในหลวงหาว่าศาลไม่ได้พิจารณาพิพากษาตามพระปรมาภิไธยอีกอีก ทั้งที่ท่านก็บอกตลอดเวลาว่าให้อภัย ปลง เลิกจองเวรต่อกัน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ราคาที่ดินแปลงนี้ที่พระพยอมซื้อในราคา 10 ล้านสำหรับที่ดิน 1 ไร่ 1 งาน 55 ตารางวา หรือ 555 ตารางวา เป็นเงินตารางวาละ 18,000 บาทโดยประมาณ ในขณะนั้นที่ดินแถวนั้นขายกันในราคาประมาณตารางวาละ 21,000 บาท แสดงว่าท่านคงซื้อได้ต่ำกว่าราคาตลาดเล็กน้อย  เมื่อแพ้คดี เจ้าของบอกขายในราคา 15 ล้านบาท และมีเจ้าของโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งจะออกเงินซื้อให้ท่าน แต่ท่านก็ยังไม่ยอม

พอมาถึงปี 2560 ราคาที่ดินแปลงดังกล่าว ควรจะเพิ่มเป็นเงินตารางวาละ 60,000 บาท เพราะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงผ่าน ดังนั้นหากจะซื้อมาอีกครั้งหนึ่ง ก็คงเป็นเงินรวม 33.3 ล้านบาท  และ ณ กลางปี 2563 ดร.โสภณ ก็ประเมินไว้เบื้องต้นว่าที่ดินแปลงนี้น่าจะมีราคา 55 ล้าบาทแล้ว  ถ้าพระพะยอมไม่ยอม และทำให้เกิดความเสียหายแบบนี้ ก็อาจต้องออกเงินรับผิดชอบต่อค่าความเสียหาย 10 ล้านนั้นเอง

กรณีนี้ที่จะทวงเงินคืนจากกรมที่ดินหรือศาลก็คงเป็นไปไม่ได้ จะทวงเงินจากผู้ (หลอก) ขาย ก็คงจะยากแล้ว ถ้าเป็นเมื่อเกิดคดีใหม่ๆ ก็ว่าไปอย่าง เพราะพระพยอมบอกว่าตอนนี้ผู้ (หลอก) ขายเป็นผู้ป่วยติดเตียงไปแล้ว  แต่ก็ยังควรฟ้อง (ถ้ายังมีชีวิตอยู่) เผื่อลูกหลานที่เอาเงินไปจะได้เอามาคืน และจะได้สืบสาวถึงขบวนการที่อยู่เบื้องหลัง


You must be logged in to post a comment Login