วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
ข่าวด่วน
  • add friends

ในท่ามกลางโควิด-19ก็ยังมีบ้าน-คอนโดฯขายดี

On May 19, 2020
logo-sopon

คอลัมน์ :โลกอสังหาฯ

ผู้เขียน : ดร.โสภณ พรโชคชัย

(โลกวันนี้วันสุข ประจำวันที่ 22-29 พ.ค. 2563)

แปลกใจไหมในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ ยังมีโครงการที่อยู่อาศัยที่ขายดีและประสบความสำเร็จ ในบางทำเล บางประเภท และบางระดับราคาที่ยังขายดี เป็นแบบอย่างแก่นักพัฒนาที่ดินอื่น

อันดับ 1 ทำเล H7 : บางปู เฉพาะสินค้าประเภททาวน์เฮาส์ ณ ระดับราคาประมาณ 2.001-3.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 100 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายหมดแล้ว รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 230 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 100.0% ที่เป็นเช่นนี้เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีราคาไม่แพง และตั้งอยู่ใกล้แหล่งงานและใกล้ตัวเมือง

อันดับ 2 ทำเล G4 : ศรีนครินทร์-อุดมสุข เฉพาะสินค้าประเภททาวน์เฮาส์ ณ ระดับราคาประมาณ 2.001-3.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 158 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 156 หน่วย และเหลืออยู่ 2 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 431 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 98.7% อันดับที่ 2 ก็คล้ายกับอันดับที่ 1 ที่เป็นสินค้าราคาปานกลางค่อนข้างถูก เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก

ในทำเลเดียวกันนี้ยังมีทาวน์เฮาส์ ณ ระดับราคาประมาณ 3.001-5.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 355 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 258 หน่วย และเหลืออยู่ 97 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 1,321 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 72.7% สินค้ากลุ่มนี้ (ราคา 3-5 ล้านบาทต่อหน่วย) ก็เป็นที่ต้องการ แม้จะมีราคาสูงกว่ากลุ่ม 2-3 ล้านบาท แต่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี เป็นที่ต้องการสูงเช่นกัน

อันดับ 3 ทำเล I2 : ปทุมวัน เฉพาะสินค้าประเภทห้องชุด ณ ระดับราคาประมาณ 10.001-20.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 21 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 13 หน่วย และเหลืออยู่ 8 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 261 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 61.9% สินค้ากลุ่มนี้แม้มีราคาสูงถึง 10-20 ล้านบาทต่อหน่วย แต่โดยที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการและถือว่า “ขาดตลาด” ในขณะนี้

ในทำเลเดียวกันนี้ห้องชุด ณ ระดับราคาประมาณ 5.001-10.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 83 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 47 หน่วย และเหลืออยู่ 36 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 697 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 56.6% สินค้ากลุ่มนี้ราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับทำเล ก็เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อเช่นกัน แม้ในปัจจุบันกลุ่มที่ซื้อเพื่อการลงทุนจะมีจำนวนลดน้อยลงก็ตาม

อันดับ 4 ทำเล I4 : ยานนาวา-สีลม เฉพาะสินค้าประเภทห้องชุด ณ ระดับราคาประมาณ 5.001-10.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 28 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 15 หน่วย และเหลืออยู่ 13 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 198 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 53.6% กลุ่มนี้ก็คล้ายกลุ่มอันดับที่ 5 ที่ขายดีที่สุด เพราะเป็นสินค้าคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของลูกค้า และในอนาคตโอกาสจะสร้างสินค้าแบบนี้อาจมีน้อยลง เนื่องจากอุปทานที่ดินลดลง

อันดับ 5 ทำเล A6 : ลำลูกกา เฉพาะสินค้าประเภทห้องชุด ณ ระดับราคาประมาณ 0.500-1.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 154 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 82 หน่วย และเหลืออยู่ 72 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 151 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 53.2% สินค้ากลุ่มนี้มีราคาถูกเป็นพิเศษ คือราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทเท่านั้น จึงได้รับการต้อนรับจากตลาดเป็นอย่างมาก

อันดับ 6 ทำเล M5 : สาย 7 ปิ่นเกล้า เพชรเกษม เฉพาะสินค้าประเภทห้องชุด ณ ระดับราคาประมาณ 0.500-1.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 237 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 120 หน่วย และเหลืออยู่ 117 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 191 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 50.6% กลุ่มนี้ก็คล้ายกับกลุ่มห้องชุดราคาถูกแถวลำลูกกา (ต่ำกว่า 1 ล้านบาท) ในย่านแหล่งงาน จึงมีผู้ซื้อมากเป็นพิเศษ โอกาสการสร้างสินค้าแบบนี้มีน้อย

อันดับ 7 ทำเล L3 : บางพลัด เฉพาะสินค้าประเภทห้องชุด ณ ระดับราคาประมาณ 2.001-3.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 154 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 62 หน่วย และเหลืออยู่ 92 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 374 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 40.3% สินค้ากลุ่มนี้ขายดีเนื่องจากการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ใกล้เสร็จแล้ว และเป็นรถไฟฟ้าสายในเมือง สามารถเชื่อมต่อไปในพื้นที่ต่างๆได้ดี

อันดับ 8 ทำเล B1 : ติวานนท์-นวลฉวี เฉพาะสินค้าประเภททาวน์เฮาส์ ณ ระดับราคาประมาณ 2.001-3.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 360 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 139 หน่วย และเหลืออยู่ 221 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 814 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 38.6% กลุ่มทาวน์เฮาส์ย่านชานเมืองที่มีราคา 2-3 ล้านบาท คล้ายแถวบางปู ก็ได้รับการต้อนรับมากเช่นกัน

อันดับ 9 ทำเล L2 : บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ เฉพาะสินค้าประเภทห้องชุด ณ ระดับราคาประมาณ 2.001-3.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 406 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 146 หน่วย และเหลืออยู่ 260 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 1,031 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 36.0% ในทำนองเดียวกับสินค้าห้องชุดอันดับ 10 ซึ่งเป็นห้องชุดราคา 2-3 ล้านบาท ที่อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง และเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าสายสีม่วง

อันดับ 10 ทำเล F4 : ลาดพร้าว 91-บางกะปิ เฉพาะสินค้าประเภทห้องชุด ณ ระดับราคาประมาณ 1.001-2.000 ล้านบาทต่อหน่วย มีอยู่ทั้งหมด 71 หน่วยที่เปิดตัวในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2563 ขายได้แล้ว 25 หน่วย และเหลืออยู่ 46 หน่วย รวมมูลค่าสินค้ากลุ่มนี้เป็นเงิน 128 ล้านบาท โดยนัยนี้ในแต่ละเดือนสินค้ากลุ่มนี้ขายได้ 35.2% สินค้ากลุ่มที่ 14, 15 และ 16 เป็นสินค้าห้องชุดราคา 1-2 ล้านบาท ซึ่งต่างก็สามารถขายได้ประมาณ 1/3 ในแต่ละเดือน

สินค้าทั้ง 10 กลุ่มนี้ หากมีนักพัฒนาที่ดินมาขอกู้เพื่อพัฒนาโครงการ สถาบันการเงินก็สามารถอนุมัติสินเชื่อได้ง่าย เพราะมีแนวโน้มความสำเร็จมาแล้ว ส่วนนักลงทุนที่คิดจะซื้อไว้ก็มั่นใจได้เช่นกัน เช่นเดียวกับผู้ซื้อบ้านที่สามารถซื้อได้อย่างมั่นใจว่าสินค้าเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาด มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ด้วยดี


You must be logged in to post a comment Login