วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563
ข่าวด่วน
  • add friends

ม.มหิดล เตรียมพร้อมมุ่งสู่ 1 ใน 100 มหาวิทยาลัยโลก

On March 20, 2020

1111

ในการพัฒนาประเทศให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลก การพัฒนางานวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรมถือเป็นภารกิจสำคัญของสถาบันอุดมศึกษา โดยที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มีนโยบายที่จะผลักดันให้มหาวิทยาลัยมหิดล เป็น 1 ในมหาวิทยาลัยต้นแบบของประเทศที่จะขึ้นไปอยู่ใน 1 ใน 100 อันดับมหาวิทยาลัยโลก

สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหน่วยงานที่ทำรายได้จากนวัตกรรมเป็นลำดับต้นๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งเกิดจากการผลักดันงานวิจัยที่มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและยาวนานมากว่า 30 ปี ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะเรื่องวัคซีนเดงกี่ หรือ ไข้เลือดออก ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทเอกชนที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีกำลังทำการศึกษาวิจัยในคน และมีแนวโน้มที่จะนำออกไปสู่ตลาดโลก เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อไข้เลือดออก

อาจารย์ ดร. นายแพทย์กิตติพงศ์ ไพบูลย์สุขวงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนานวัตกรรม สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงนโยบายในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันฯ โดยมองไปถึงตัวชี้วัดในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกในด้านความเป็นนานาชาติ (Internationalization) ซึ่งที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยในประเทศอินโดนีเซีย 2 มหาวิทยาลัย ในการแลกเปลี่ยนนักศึกษา โดยได้เปิดให้นักศึกษาทางการแพทย์จากประเทศอินโดนีเซียมาศึกษาดูงานเป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ที่สถาบันฯ เพื่อเพิ่มบรรยากาศความเป็นนานาชาติ โดยในปีที่ผ่านๆ มาได้จัดให้มีกิจกรรม 3 ช่วง คือ เดือนมกราคม กรกฎาคม และพฤศจิกายน

อาจารย์ ดร. นายแพทย์กิตติพงศ์ ไพบูลย์สุขวงศ์ กล่าวต่อไปว่า ปกตินักศึกษาแพทย์ที่มาดูงานจะยังไม่มีพื้นฐานทางด้านงานวิจัย เพราะฉะนั้นเราจึงปูพื้นให้ก่อนในสัปดาห์แรกที่มาถึงว่า งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างไร โดยสอนให้รู้จักการใช้เครื่องมือ และเทคนิคพื้นฐานต่างๆ ทางชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ตลอดจนได้ให้ปฏิบัติงานจริงในห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่สร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงให้กับสถาบันฯ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัคซีน ธาลัสซีเมีย การวิจัยระบบประสาท ไวรัส แบคทีเรีย และการวิจัยทางด้านอณูชีววิทยาอื่นๆ รวมทั้งห้องปฏิบัติการที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ได้แก่ กุ้ง และมันสำปะหลัง จากนั้นนักศึกษาจะได้ทำโครงการวิจัยเล็กๆ และนำเสนอผลการวิจัยทั้งที่ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล และที่มหาวิทยาลัยในประเทศอินโดนีเซีย นักศึกษาจะได้ฝึกตั้งโจทย์วิจัย คิดกระบวนการแก้ปัญหา และฝึกทำวิจัยจริงๆ โดยได้รับการปรึกษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งทางสถาบันฯ ได้จัดมีการฝึกอบรมเสริมทางด้านการเขียนรายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Report) ให้อีกด้วย

Mr.Ulum Nidhamuddin นักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัย Swadaya Gunung Jati ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวถึงความมุ่งหมายในการศึกษาดูงานเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ได้แก่ การตรวจสอบความผิดปกติทางพันธุศาสตร์โดยการวิเคราะห์ PCR การออกแบบยาในระดับโมเลกุลถึงโรคเฉพาะทาง เทคนิคทางโมเลกุล/ไวรัสวิทยา ซึ่งมหาวิทยาลัย Swadaya Gunung Jati กำลังมีการพัฒนาห้องปฏิบัติการทางพันธุกรรม โดยส่วนตัวประทับใจการปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเซลล์สัตว์และไวรัส เนื่องจากได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับไวรัสวิทยา ได้รู้จักกับการติดเชื้อไวรัสที่พบมากที่สุดในชีวิตประจำวัน ได้ฝึกการระบุและวิเคราะห์ทางไวรัสวิทยา ศึกษาแนวโน้มของปัญหาการติดเชื้อไวรัสที่ท้าทายในอนาคต ตลอดจนการพัฒนาวัคซีนที่เกี่ยวข้อง โดยหวังจะนำประสบการณ์ความรู้และทักษะใหม่ๆ ไปประยุกต์ใช้ต่อไป ซึ่งประสบการณ์ต่างๆ  ที่ได้รับจากโครงการฯ นั้นมีประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและมหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง

“ธาลัสซีเมีย” เป็นโรคที่มักพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพบมากทั้งในประเทศไทย และอินโดนีเซีย จากการแลกเปลี่ยนวิชาการทำให้เราได้องค์ความรู้ใหม่ๆ ว่า พยาธิสภาพของโรคในคนไข้ที่ยังได้รับการรักษาที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างไร หากได้รับยาตัวใหม่ๆ จะเป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ และพัฒนาการรักษาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้ในอนาคต โดย Ms. Apriliani Nur Puspita Sari ซึ่งเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัย Swadaya Gunung Jati ประเทศอินโดนีเซียเช่นกัน เล่าว่า มีความสนใจในห้องปฏิบัติการธาลัสซีเมีย เนื่องจากได้เรียนรู้จากข้อมูลทางคลินิกจากผู้ป่วยจริง การตรวจคัดกรองธาลัสซีเมียสำหรับคู่สมรสที่มีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์ดีเอ็นเอเพื่อวินิจฉัยผู้ป่วยธาลัสซีเมีย ตลอดจนการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมแก่ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย โดยได้มีโอกาสไปฝึกภาคสนามที่ คลินิกธาลัสซีเมีย โรงพยาบาลนครปฐม โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จากสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล คอยอธิบายเกี่ยวกับพยาธิสภาพของผู้ป่วย อาการทางคลินิก ลักษณะทางพันธุกรรม และการดูแลรักษาผู้ป่วย ตลอดจนให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งตลอดระยะเวลาของโครงการฯ มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมาย รู้สึกประทับใจในความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีและอาจารย์ที่มีคุณภาพ คิดว่ามหาวิทยาลัยมหิดลมีศักยภาพพร้อมที่จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก และหวังว่าในอนาคตจะได้กลับมาอีกเพื่อศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหิดล

“งานวิจัยในยุคปัจจุบันไม่อาจมุ่งเน้นแค่งานวิจัยพื้นฐานแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องทำงานวิจัยเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาของสังคม และประเทศชาติ โดยเรามองไปถึงร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนางานวิจัยของเราให้ไปสู่ระดับความเป็นสากลมากขึ้น และนำองค์ความรู้นั้นไปช่วยแก้ไขปัญหาของระดับชาติและนานาชาติได้ด้วย” อาจารย์ ดร. นายแพทย์กิตติพงศ์ ไพบูลย์สุขวงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

**เขียนข่าวและสัมภาษณ์โดย ฐิติรัตน์ เดชพรหม

นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ)

งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป

สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โทร. 0-2849-6210


You must be logged in to post a comment Login