วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562
ข่าวด่วน
  • add friends

ความละอาย ธรรมชาติของมนุษย์

On October 31, 2018
สันติธรรม

 

คอลัมน์ สันติธรรม

ความละอาย ธรรมชาติของมนุษย์

โดย บรรจง บินกาซัน

(โลกวันนี้วันสุข (2-9 พฤศจิกายน 2561)

เด็ก 10 ขวบ อยู่ชั้น ป.3 อาจมีความรู้ไม่มาก แต่ลองเขกหัวเด็กวัยนี้ดูแล้วถามว่าการโดนเขกหัวเป็นเรื่องดีไหม เด็กจะตอบทันทีว่าไม่ดี ในทางตรงข้าม ลองถามเด็กดูว่าการจูงคนตาบอดข้ามถนนเป็นสิ่งดีไหม เด็กวัยนี้ตอบได้ทันทีว่าเป็นความดี

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดีเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือตัวตนของมนุษย์มาแล้วตั้งแต่พระเจ้าสร้างมนุษย์มา

ความละอายก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์มาตั้งแต่เดิม จากเรื่องราวการสร้างมนุษย์ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอาน เราทราบว่าอาดัมและอีฟถูกสร้างมาโดยมีเสื้อผ้าสวมใส่อยู่แล้ว แต่เมื่อทั้งสองละเมิดคำสั่งของพระเจ้าโดยเข้าใกล้ต้นไม้ที่พระองค์ทรงห้าม เสื้อผ้าของคนทั้งสองจึงหลุดออกจากร่างกาย ทั้งสองจึงดึงเอาใบไม้มาปิดอวัยวะที่พึงสงวนของตนทันทีเพราะความละอาย

nun

ผิดกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาและให้ขนของมันเป็นเสื้อผ้าตามภูมิอากาศที่มันอาศัยอยู่ หมีและหมาในเขตร้อนจึงมีขนสั้นกว่าหมีและหมาในเขตหนาว แต่กระนั้นทั้งหมีและหมาไม่ว่าจะอยู่ในเขตไหนจะไม่มีขนปิดอวัยวะเพศของมัน ทั้งนี้เพราะพระเจ้าไม่ได้ประทานความละอายให้แก่มัน

แต่มนุษย์ไม่ใช่สัตว์ การใส่เสื้อผ้าของมนุษย์มีวัตถุประสงค์มากกว่าสัตว์ เสื้อผ้าไม่เพียงแต่เป็นสิ่งป้องกันสภาพอากาศและเป็นสิ่งที่แสดงถึงความมีวัฒนธรรมหรือบ่งบอกถึงอารยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งบ่งบอกถึงคุณสมบัติทางศีลธรรมของผู้สวมใส่เสื้อผ้าด้วย

หญิงไทยสมัยก่อนแต่งกายโดยไม่ใส่เสื้อผ้าปิดอก แต่เมื่อฝรั่งนำความเจริญเข้ามาจึงเริ่มมีการแต่งกายปิดอก เงาะป่าซาไกที่เคยนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียว แต่เมื่อพบความเจริญเงาะป่าจึงแต่งกายเหมือนคนในเมืองที่เจริญแล้ว

นบีมุฮัมมัดบอกให้เราได้รู้ว่า ความละอายเป็นหนึ่งในคำสอนที่นบีทุกคนนำมา และยังบอกอีกว่าความละอายเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา ถ้าใครไม่มีความละอาย คนผู้นั้นก็สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง

เนื่องจากความละอายเป็นคุณธรรมทางศาสนา ด้วยเหตุนี้ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นบุคลากรทางศาสนาแต่งกายด้วยเครื่องแบบที่แสดงออกถึงคุณธรรมอันดีงามและเป็นที่เคารพของผู้พบเห็น ขณะเดียวกันก็เป็นการปกป้องศีลธรรมของบุคคลอื่นด้วย เครื่องแบบของแม่ชีในศาสนาคริสต์ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใสและให้ความเคารพ เป็นการปกป้องตนเองและปกป้องเพศตรงข้ามมิให้เกิดความรู้สึกทางเพศ

แม้แฟชั่นการแต่งกายจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ดีไซน์การแต่งกายหลักๆของบุคลากรทางศาสนาและผู้รักษาศีลธรรมยังคงเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือ ปกปิดร่างกายทุกส่วนมิดชิด ไม่เปิดเผยทรวดทรงให้เป็นที่เย้ายวนตาและกระตุ้นราคะของเพศตรงข้าม

การแต่งกายตามดีไซน์ของศาสนายังคงปฏิบัติเรื่อยมาในคริสตจักร แต่หลังจากที่ชาติตะวันตกเริ่มฉีกตัวออกจากศาสนา วงการแฟชั่นได้พยายามพามนุษย์ย้อนไปสู่ยุคที่มนุษย์ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น และเรียกมันว่าความทันสมัย หรือไม่ก็ถือว่ามันเป็นเสรีภาพในการแต่งกาย

ประเทศมุสลิมหลายประเทศที่เลียนแบบตะวันตกหรือถูกชาติตะวันตกครอบงำในการพัฒนาประเทศเคยปล่อยให้ผู้หญิงมุสลิมในชาติของตนแต่งกายเลียนแบบตะวันตก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความเสื่อมทรามทางศีลธรรมและความหายนะของสังคม

เนื่องจากความละอายเป็นคุณธรรมตามธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ การฝืนคุณธรรมจึงเป็นการฝืนธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความอึดอัดในใจมนุษย์และความวุ่นวายภายนอก ความตื่นตัวในการที่จะกลับไปสู่การแต่งกายที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์จึงเกิดขึ้นในผู้หญิงมุสลิมทั่วโลก

 


You must be logged in to post a comment Login