วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563
ข่าวด่วน
  • add friends

‘ชีวิต-ศีลธรรม’ โลกแห่งความจริง? / โดย เรืองยศ จันทรคีรี

On October 17, 2016
586-12

คอลัมน์ : กรีดกระบี่บนสายธาร
ผู้เขียน : เรืองยศ จันทรคีรี

ต้องขอยอมรับว่าตั้งแต่เขียนบทความมาหลายตอน ตอนนี้เป็นตอนที่เขียนยากมาก เพราะเป็นสมการหลายชั้นและเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ผมก็พยายามที่จะให้ลงตัวในบทความสั้นๆชิ้นนี้ชิ้นเดียว

ก่อนอื่นคงต้องขอย้อนถึงทฤษฎีมาร์กซิสต์ที่กล่าวถึงเรื่องโครงสร้างชั้นบน อันเป็นเรื่องการครอบงำโครงสร้างทางวัฒนธรรมและความคิดต่อโครงสร้างชั้นล่างที่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วคงต้องยกเอาความเห็นของอันโตนิโอ กรัมชี เรื่องการครองอำนาจนำของกลุ่มประวัติศาสตร์ (Historical block) ซึ่งต้องทำสงครามขับเคลื่อนทางความคิดเพื่อครอบครองฐานของมวลชนเอาไว้

นอกจากนั้นแล้วยังต้องกล่าวถึงแนวความคิดของโรล็องด์ บาร์ตส์ เรื่องของมายาคติ ซึ่งมีความหมายว่า “สิ่งต่างๆนั้นไม่ได้เกิดจากการถูกครอบงำอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการครอบงำจิตใต้สำนึกของมนุษย์เอง” หรืออาจจะกล่าวได้ว่า “สิ่งต่างๆมี 2 ความหมายคือ ความหมายโดยตรงอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ กับความหมายโดยนัยหรือความหมายโดยแฝง ซึ่งเกิดจากการตีความของแต่ละบุคคลเอง อันมีพื้นฐานมาจากความรู้และวัฒนธรรมส่วนตัว”

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วก็จำเป็นต้องพาดพิงถึง “การเข้าถึงความจริงและพระเจ้า” ถัดไปจากนั้นก็ต้องยกเอาความคิดของ Arnold Toynbee มากล่าวถึงที่เห็นว่า “ชีวิตคือปมรากที่เป็นจุดศูนย์รวมของทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ เมื่อเริ่มต้นกฎเกณฑ์ของมนุษย์นั้นถูกห้ามจากเรื่องบาปบริสุทธิ์ โดยระบุว่านั่นเป็นกฎของจักรวาล แต่ต่อมาเมื่อมนุษย์ขับเคลื่อนไปเรื่อยๆก็เกิดการสะสมทางภูมิปัญญา มนุษย์เริ่มมีอคติและภยาคติ มันจึงไม่มีอะไรถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด เพราะมนุษย์มักมีแนวโน้มเป็น subjective หรืออัตวิสัย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันคือ Objectively หรือภววิสัย”

โดยสรุปแล้วการเข้าถึงความจริงย่อมต้องคำนึงถึงภววิสัย ซึ่งคือความเท่าเทียมกันของมนุษย์และความมีเสรีภาพ ตามที่ Arnold Toynbee กล่าวว่า มีแต่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่เป็นภววิสัย จึงสามารถสนองตอบความหลากหลายในจิตใจของมนุษย์ได้ดี

ดังนั้น เมื่อมองความจริงในแบบพุทธะซึ่ง Arnold Toynbee มีแนวโน้มจะเชื่อเช่นนั้น เราก็ต้องอ้างอิงถึงกฎของสรรพสิ่งหรือกฎแห่งจักรวาล อิทัปปัจจยตา และเมื่อมองซอยให้เล็กลง มองลงไปในจิตใจมนุษย์ จึงต้องพิจารณาด้วยกฎปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในจิตของมนุษย์อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ใกล้เข้าสู่สภาวะนิพพาน โดยข้อเท็จจริงแล้วสภาวะนิพพาน อริยสัจ 4 จะต้องสอดคล้องกันในการเข้าใจความจริงอย่างครอบคลุม เป็นการเข้าถึงความจริงในแบบเดียวกับศาสนาคริสต์ แต่อธิบายต่างกัน ดังนั้น โดยหลักแล้วศาสนาพุทธจึงต้องใช้เสรีภาพและความเท่าเทียมกันบนพื้นฐานของความมีมนุษยธรรม

Arnold Toynbee จึงสรุปว่า คนเรานั้นจะมีลักษณะที่ย้อนแย้ง ชอบปกปิดความจริง เป็นลักษณะพูดอย่างและทำอย่าง ซึ่งก็เท่ากับว่าคนเราจะมีมายาภายในที่ปกปิดความจริงภายนอกเอาไว้

Arnold Toynbee สนใจคำสอนศาสนาพุทธมหายานของพระนิชิเร็นไดโชนินที่ยึดถือสัทธรรมปุณฑริกสูตร ซึ่งเป็นที่มาของคำสวด “นัม-เมียว-โฮ-เร็งเง-เคียว” หมายถึงมนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน

พระสัทธรรมถือเป็นสูตรคัมภีร์สำคัญของพุทธมหายาน ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. 1790 เศษๆ ในขณะที่ศาสนาพุทธนิกายมหายานเกิดขึ้นมากมายหลายนิกาย พระนิชิเร็นไดโชนินจึงใช้พระสูตรดังกล่าวนี้เพื่อให้มนุษย์ได้มีที่พึ่งพิงในขณะที่ตนเองทุกข์ยากลำบากในชาตินี้ เป็นวิถีของสาวกญาณ ปัจเจกพุทธญาณ และพระโพธิสัตว์ญาณ โดยถือหลักความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ญาณทั้งสามนี้อยู่ในมรรคาเดียวกัน และสื่อสารออกมาเป็นคำสวดนัม-เมียว-โฮ-เร็งเง-เคียว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นกระแสรณรงค์เพื่อสันติภาพไปทั่วโลก

มาถึงตรงนี้ผมจึงชักเห็นด้วยว่า ทั้งชีวิตจริงและศีลธรรมในโลกแห่งความจริงจะต้องถูกมองและพิจารณาด้วยความเคารพและเสมอภาคกัน ให้บุคคลได้คิดและตัดสินใจว่าอะไรคือความถูกและผิดของศีลธรรมโดยการตัดสินใจของเขาเอง ไม่ใช่ให้ใครมาคอยบงการ!!

ความคิดตรงนี้สอดคล้องกับเรื่องของ secular morality ของอิมมานูเอล คานท์ ซึ่งเชื่อว่าจะต้องมีศีลธรรมทางสังคม มาตรฐานของศีลธรรมจะต้องมีพื้นฐานของมนุษยธรรม

ข้อคิดตรงนี้ผมขอเพิ่มเติมตบท้ายด้วยงานเขียนของออสการ์ ไวลด์ นักเขียนเทพนิยายมีชื่อชาวอังกฤษ ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนผมเคยแปลงานเทพนิยายเรื่องหนึ่งของเขาคือ “นกไนติงเกลและดอกกุหลาบสีแดง”

ผมขอตบท้ายบทความชิ้นนี้ด้วยข้อคิดของออสการ์ ไวลด์ ที่ว่า “สัจธรรมที่เป็นจริงในโลกคือปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งมาก”

ดังนั้น ถ้าเราจะแยกความจริงออกจากมายาจำเป็นจะต้องใช้สติที่มั่นคงมาก ให้เหมือนกับนักกายกรรมที่รักษาสมดุลตัวเองขณะห้อยโหนบนปลายเชือก ซึ่งโดยข้อสรุปแล้วก็คือ ความจริงอาจจะไม่ใช่ความจริง และความไม่จริงก็คือความจริงได้!


You must be logged in to post a comment Login