วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562
ข่าวด่วน
  • add friends

KTISเข้าสู่มาตรฐานVIVEตอกย้ำเติบโตอย่างยั่งยืน

On August 5, 2019
KTIS

นายณัฎฐปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร เปิดเผยว่า กลุ่ม KTIS ได้ร่วมเป็นพันธมิตรที่สมบูรณ์แบบสำหรับโปรแกรมความยั่งยืนที่มุ่งเน้นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการสร้างคุณค่าตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตน้ำตาลทราย ตั้งแต่วัตถุดิบจากไร่อ้อยไปจนถึงผู้บริโภคที่ใช้ชื่อโปรแกรมว่า VIVE

“VIVE เป็นโปรแกรมระดับโลกสำหรับภาคธุรกิจที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานความยั่งยืนขององค์กร โดยให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ทั้งชุมชน นักลงทุน ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน เกษตรกร และผู้ถือหุ้น มีการตรวจสอบประเมินผลอย่างโปร่งใส สามารถสืบค้นย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอน อีกทั้งยังครอบคลุมถึงแง่มุมสำคัญในเรื่องความยั่งยืนด้านบุคลากร การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างผลกำไรไว้อย่างครบถ้วน ช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการตรวจสอบภายในได้ด้วย” นายณัฎฐปัญญ์กล่าว

ทั้งนี้ VIVE เชิญชวนให้กลุ่ม KTIS เป็นพันธมิตรที่สมบูรณ์แบบจากการพิจารณาทุกมาตรฐานด้านความยั่งยืนของกลุ่ม KTIS โดยระบุว่า กลุ่ม KTIS เป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศไทย มีความสามารถในการส่งออกน้ำตาลสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ส่วนในประเทศไทยนั้น กลุ่ม KTIS ก็เป็นผู้จำหน่ายน้ำตาลรายใหญ่ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในประเทศ โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงหลายบริษัทมีสัญญาซื้อน้ำตาลจาก KTIS อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เช่น โคคา-โคลา ซึ่งเป็นพันธมิตรความยั่งยืนในโปรแกรม VIVE ด้วยเช่นกัน

นายณัฎฐปัญญ์กล่าวด้วยว่า โปรแกรม VIVE จะช่วยส่งเสริมธุรกิจของกลุ่ม KTIS สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในหลายด้าน เช่น การขยายตลาดของกลุ่ม KTIS สู่คู่ค้ารายใหญ่ๆในประเทศต่างๆทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความยั่งยืนเช่นกัน โปรแกรมนี้จะทำให้กลุ่ม KTIS โดดเด่นด้วยการเป็นที่ยอมรับว่าทำธุรกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุน ในขณะที่ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากการใช้ทรัพยากรต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“โปรแกรม VIVE ยังช่วยสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานความยั่งยืน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โรงงาน ไปจนถึงผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ สามารถนำไปใช้ประเมินความเสี่ยงและโอกาสเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในเชิงบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย” นายณัฎฐปัญญ์กล่าว


You must be logged in to post a comment Login