วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
ข่าวด่วน
  • add friends

ศาสนาเป็นที่มาของกฎหมาย

On April 18, 2019
โลโก้สันติธรรม

คอลัมน์ สันติธรรม
ศาสนาเป็นที่มาของกฎหมาย
โดย บรรจง บินกาซัน
(โลกวันนี้วันสุข วันที่ 19-26 เมษายน 2562)

ก่อนที่โลกนี้จะมีรัฐบาลหรือรัฐสภาออกกฎหมายจัดระเบียบครอบครัวและสังคม มนุษย์ใช้คำสอนของศาสนาเป็นกฎหมายโดยมีคัมภีร์ทางศาสนาเป็นธรรมนูญสูงสุด ลักษณะที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของศาสนาคือ ทุกศาสนามีคำสั่งใช้และคำสั่งห้าม ทั้งนี้เพราะศาสนามีวัตถุประสงค์คล้ายๆกัน

ทุกศาสนามีคำสั่งห้ามการฆ่าเพราะต้องการรักษาชีวิต ห้ามผิดประเวณีเพราะต้องการรักษาเชื้อสาย ห้ามเสพสิ่งมึนเมาเพราะต้องการรักษาสติปัญญา ห้ามเล่นการพนันเพราะต้องการรักษาทรัพย์สิน และที่มีคำสั่งใช้ให้ศาสนิกปฏิบัติศาสนกิจก็เพื่อให้ศาสนิกช่วยกันรักษาศาสนาและศาสนาจะได้คุ้มครองชีวิตของศาสนิกผู้ปฏิบัติ

แต่ในความเหมือนอาจมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น การบังคับในเรื่องการปฏิบัติศาสนกิจ สำหรับผู้นับถืออิสลาม การละหมาดและถือศีลอดเป็นข้อบังคับ ใครไม่ทำถือเป็นบาป อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนข้อห้ามทางศาสนา
เมื่อโมเสสเป็นผู้นำลูกหลานอิสราเอลหลังจากอพยพออกมาจากแผ่นดินไอยคุปต์ พระเจ้าได้ประทานคัมภีร์โตราห์ (กฎหมาย) ให้เขาเพื่อนำมาใช้ในการปกครองลูกหลานอิสราเอล คัมภีร์โตราห์มีบทลงโทษอาชญากรรมแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เป็นมาตรการป้องปรามมิให้มีการฆ่ากัน
หลังสมัยโมเสส คัมภีร์โตราห์มีบันทึกเรื่องราวต่างๆเพิ่มเติมเข้าไปมากมายจนลูกหลานอิสราเอลหลงลืมแก่นแท้ของโตราห์ พระเจ้าจึงส่งพระเยซูมายืนยันธรรมบัญญัติเดิมที่พระองค์ประทานแก่โมเสส

หลังสมัยพระเยซูธรรมบัญญัติที่พระเจ้าประทานแก่โมเสสและพระเยซูถูกรวมเป็นคัมภีร์ไบเบิล ต่อมาเมื่ออาณาจักรโรมันไบแซนตินรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักร คัมภีร์ไบเบิลจึงเป็นรัฐธรรมนูญประจำอาณาจักรไบแซนตินเป็นเวลาหลายร้อยปี

ต่อมาใน ค.ศ. 610 พระเจ้าได้ประทานคัมภีร์กุรอานแก่นบีมุฮัมมัดเพื่อยืนยันธรรมบัญญัติเดิมที่พระองค์ประทานแก่โมเสสและพระเยซู เพราะในเวลานั้นผู้คนเริ่มมีความเชื่อในตรีเอกานุภาพหรือพระเจ้าสามองค์ ซึ่งผิดไปจากคำสอนที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล
quran
คัมภีร์กุรอานถูกประทานลงมายังนบีมุฮัมมัดตามความจำเป็นและความต้องการของสังคมตลอดระยะเวลา 23 ปีจึงครบถ้วน

ในช่วงเวลาที่นบีมุฮัมมัดเริ่มเผยแผ่อิสลามเมื่ออายุ 40 ปี สังคมชาวอาหรับเป็นสังคมที่แยกกันเป็นเผ่า แต่ละเผ่าประกอบด้วยตระกูลต่างๆ เผ่าที่มีอิทธิพลมักจะเป็นเผ่าใหญ่ที่มีจำนวนคนมาก และจะมีเผ่าอื่นๆที่เล็กกว่ามาเป็นพันธมิตรเพื่อแลกกับการคุ้มครอง ในเวลานั้นสังคมอาหรับไม่มีกฎหมายและไม่มีรัฐบาล ชาวอาหรับดำเนินชีวิตตามความเชื่อที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษ

ช่วงเวลาแห่งการปฏิบัติภารกิจอิสลามของนบีมุฮัมมัดเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญไม่เพียงแต่สังคมอาหรับเท่านั้น แต่มันยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกในเวลาต่อมาอีกด้วย เพราะชาวอาหรับได้เปลี่ยนจากการเคารพบูชาเทวรูปมากมายมาเคารพนับถือพระเจ้าองค์เดียว และได้เปลี่ยนวิถีชีวิตจากสังคมที่ไร้กฎหมาย ไร้รัฐบาลกลาง มาอยู่ในวิถีอิสลามที่มีคัมภีร์กุรอานเป็นธรรมนูญในการดำเนินชีวิต

เมื่อทุกเผ่ายอมจำนนต่อนบีมุฮัมมัดและยอมอยู่ใต้ธรรมบัญญัติของพระเจ้า นั่นหมายความว่าอิสลามในเวลานั้นมิได้เป็นแค่เพียงศาสนาที่มีแต่พิธีกรรมอยู่ในสี่มุมแคบๆของมัสยิดเท่านั้น แต่มันเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปตามธรรมบัญญัติในคัมภีร์กุรอาน และสังคมชาวอาหรับได้ก่อตัวเป็นรัฐตามคำนิยามของวิชารัฐศาสตร์อย่างเต็มความหมาย

ในสมัยที่นบีมุฮัมมัดมีชีวิต ท่านมิใช่อธิปไตยของรัฐ พระเจ้าต่างหากที่เป็นอธิปไตย ท่านเป็นเพียงประมุขที่ใช้อำนาจแทนพระเจ้าตามคัมภีร์กุรอานที่เป็นธรรมนูญสูงสุด ท่านไม่มีอำนาจในการออกกฎหมายใหม่ที่ขัดแย้งกับธรรมบัญญัติของพระเจ้าในคัมภีร์กุรอาน แต่ท่านทำหน้าที่เพียงอธิบายรายละเอียดที่ผู้คนในเวลานั้นยังไม่เข้าใจเท่านั้น


You must be logged in to post a comment Login