ad222
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
ข่าวด่วน

“ธนาธร”ชี้หลังรัฐประหารงบทหารโตกว่างบสวัสดิการประชาชน

On August 9, 2018
333

ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะกับการพัฒนาสังคมไทย” โดยได้รับเชิญจากนักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีผู้เข้าร่วมฟังบรรยายทั้งนักศึกษาและประชาชนทั่วไป ทั้งในจ.ขอนแก่นและหลายจังหวัดเดินทางเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

โดยนายธนาธร กล่าวว่า ที่ผ่านมา นโยบายที่มีการแข่งขันกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ก็คือจำนำข้าวกับประกันราคาข้าว ที่ขับเคี่ยวกันในหลายรัฐบาล นอกจากนั้นคือการเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการ เพื่อเป็นโครงข่ายกรคุ้มครองทางสังคมให้ประชาชน หน้าที่ของพรรคการเมืองคือการเสนอนโยบาย ส่วนหน้าที่ของประชาชนคือการเลือกพรรคที่มีนโยบายตรงใจมากที่สุด ความสัมพันธ์เช่นนี้ถือเป็นหน้าที่ของนโยบายสาธารณะในประเทศไทย โดยความสำคัญคือต้องดูว่าในแต่ละรัฐบาล แต่ละพรรคการเมือง ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มใด เรื่องอะไร ซึ่งการออกแบบนโยบายตามการจัดลำดับความสำคัญนั้นๆ เท่ากับการออกแบบอนาคตของประเทศว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

นายธนาธร กล่าวว่า ยกตัวอย่างการจัดสรรทรัพยากรของประเทศผ่านการชี้ให้เห็นถึงการจัดสรรงบสวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้า หรืองบบัตรทอง เปรียบเทียบกับงบกระทรวงกลาโหม ก่อนรัฐประหาร 2549 งบบัตรทองสูงกว่างบทหารมาก แสดงว่าเกิดการเลือกอย่างมีนัยสำคัญโดยพรรคการเมืองว่าจะเอางบไปใช้ในทางไหน เพื่อใคร แต่หลังรัฐประหาร ก็เกิดความเปลี่ยนแปลง จนงบทหารโตกว่างบบัตรทองอีกครั้งในการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปรัชญาของนโยบายสาธารณะ คือการต้องมีจุดยืน อุดมการณ์ที่ชัดเจนว่าจะใช้เงินไปเพื่ออะไร ให้ความสำคัญกับอะไร

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ยกตัวอย่างด้วยว่าถ้าตัดงบกลาโหมให้กลับมาเท่าก่อนรัฐประหาร 2549 ก็จะได้งบประมาณกลับมาปีละ 68,300 ล้านบาท ซึ่งถ้านำเงินก้อนนี้มาเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา จาก 600 บาท เป็น 1,200 บาทต่อเดือน ให้คนชรา 8.5 ล้านคนทั่วประเทศ ก็ใช้เงินเพียง 61,200 ล้านบาทเท่านั้น หรือถ้ายกเลิกการให้สิทธิพิเศษทางภาษี BOI ที่ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ จะได้งบประมาณเพิ่ม 240,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้านำเงินจำนวนนี้ไปใช้ในการพัฒนาระบบสวัสดิการสาธารณสุข ก็จะสามารถทำให้ประชาชนทั้งประเทศได้เข้าถึงสวัสดิการสาธารณสุขในระดับเดียวกับราชการ โดยใช้เงินเพียง 234,000 ล้านบาท

นายธนาธร กล่าว่า การทำนโยบายสาธารณะยังเป็นการเปิดพรมแดนใหม่ๆ เป็นกลไกในการกำหนดอนาคตของประเทศ เช่นกรณีประเทศไทย ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตรของไทยโตน้อยกว่าภาคอื่นๆ โดยเฉพาะ 10 ปีที่ผ่านมา จีดีพีจากภาคการเกษตรไม่ได้เติบโตขึ้นเลย แรงงานในภาคการเกษตรก็น้อยกว่าภาคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ภาคการเกษตรเป็นแหล่งงานอันดับหนึ่งของประเทศ มากถึง 32.3% เป็นเหตุให้ไทยตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ไม่มีทางกลายเป็นประเทศร่ำรวยได้ เพราะประชากรส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งงานที่รายได้น้อย ซึ่งการจะทำให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ ต้องอาศัยการยกระดับเกษตรให้กลายเป็นอุตสาหกรรม แปรรูป ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการบรรยาย มีการเปิดให้นักศึกษาได้ซักถาม ซึ่งมีคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เข้าถึงนโยบายสาธารณะ ในเมื่อท้องยังหิว คุณภาพชีวิตยังไม่ดี หนี้สินยังท่วมตัว จะเริ่มจากตรงไหนก่อน ซึ่งนายธนาธรตอบสั้นๆว่า “ไปเลือกตั้ง”


You must be logged in to post a comment Login