ad222
วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
ข่าวด่วน

ภาวะผู้นำ ?

On April 12, 2018
จับกระแส 00

คอลัมน์: จับกระแสการเมือง “ภาวะผู้นำ?”

โดยทีมข่าวการเมือง

(โลกวันนี้วันสุข วันที่ 13-20 เมษายน 2561)

หมดเวลาเป็น “อีแอบ” หลังจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีพรรคพวกทั้งรัฐมนตรี (เจ้าสัว) และกลุ่มการเมืองเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังเลือกตั้ง

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ปฏิเสธ แม้จะยังเล่นลิ้นเยี่ยงนักการเมือง  อ้างรอโน่นรอนี่ แต่สุดท้ายคือไม่ปฏิเสธที่จะอยู่ในอำนาจต่อนั่นเอง

พล.อ.ประยุทธ์น่าจะย้อนไปตอบคำถาม 4-6 ข้อของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมาภิบาลและการตั้งรัฐบาลเบี้ยหัวแตกเพียงเพื่อสนับสนุนคนคนเดียวนั้น มีประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองและประชาชน

การเมืองไทยจึงยังจมปลักกับนักการเมืองหน้าเดิมๆ กลุ่มอำนาจเดิมๆ ที่มีความคิดแตกต่างสิ้นเชิงกับคนรุ่นใหม่  ทั้งที่ปากก็เรียกร้องให้คนรุ่นใหม่เข้ามา  แต่กลับหวงอำนาจ  แทนจะสนับสนุนคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

leader

อย่างที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย มองการเมืองไทยว่า

“วันนี้หมดเวลาของพวกเราแล้ว ได้เวลาที่คนรุ่นต่อไปจะเข้ามาทำการเมืองที่สร้างสรรค์ การเมืองแบบที่เราเคยอยากทำแต่ทำไม่ได้ วันนี้เราไม่มีพลังแล้ว ให้คนรุ่นใหม่ที่มีพลังได้เข้าไปออกแบบและกำหนดอนาคตของพวกเขาเองเถอะ”

ไม่ใช่ยังจมปลักกับวาทกรรม “คนดี” และ  “ตอบแทนคุณแผ่นดิน”  ที่ผูกขาดอยู่กับกลุ่มอำนาจเก่าๆ และพวกพ้อง

โดยเฉพาะคำว่า “ผู้นำ” ไม่ใช่แค่มีกองทัพหนุนหลัง  พูดจากลับกลอกไปมาตามสถานการณ์ไม่ต่างกับคน ตระบัดสัตย์

“ผู้นำ” ต้องมี “ทศพิธราชธรรม” มีธรรมาภิบาลและคุณธรรม รวมถึงพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา 

เป็น “ผู้นำ” ที่ประชาชนรัก เคารพและนับถืออย่างจริบงใจ

ไม่ใช่เป็น “ผู้นำ” เพราะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากการยึดอำนาจ ปล้นอำนาจจากประชาชน

ที่สำคัญ “ผู้นำ” หรือ “ผู้ปกครอง” ในระบอบประชาธิปไตยต้องเคารพและยึดถือประชาชน เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย ไม่ใช่ยึดถือตัวเองเป็นใหญ่ เหมือนอำนาจที่มาจากปลายกระบอกปืน

การอยู่ในอำนาจเกือบ 4 ปี ไม่ใช่เพราะประชาชนส่วนใหญ่ศรัทธา แต่เพราะการใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ที่มาจากปลายกระบอกปืน

“ผู้นำของประชาชน” ต้องกล้าพูด กล้าทำ ไม่ใช่หลบๆซ่อนๆเป็น “อีแอบ” เหมือนเล่นลิเก รอราชรถมาเกย มองคนเห็นต่างเป็นพวกไม่รักชาติรักแผ่นดิน

การเดินสาย “ครม.สัญจร” และการใช้งบประมาณมหาศาล โดยเฉพาะโครงการ “ประชารัฐ” และ “ไทยนิยม” จึงถูกมองว่าไม่ต่างอะไรกับนักการเมืองที่หาเสียงข้างเดียว  ภายใต้อำนาจจากปลายกระบอกปืนที่กดหัวประชาชนและฝ่ายเห็นต่าง  

พรรคการเมืองส่วนใหญ่จึงเรียกร้องให้ปลดล็อกพรรคการเมือง เครือข่ายนักศึกษา นักวิชาการ และภาคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ยุติบทบาทเป็นแค่รัฐบาลรักษาการ และยกเลิกคำสั่งมาตรา 44

การเปลี่ยนผ่านประเทศจึงอยู่ที่ว่าจะได้ “ผู้นำ” อย่างไร?

“ผู้นำ” ที่มาอย่าง “สง่างาม”

หรือ “ผู้นำ” ที่ถูก “ประณาม” ไปชั่วลูกชั่วหลาน !!??


You must be logged in to post a comment Login